วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

คดีสำคัญในประเด็นสิทธิคนรักร่วมเพศ


ที่ผ่านประเด็นสิทธิคนรักร่วมเพศในสหรัฐอเมริกาเป็นเองที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง  ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาได้พิจารณาประเด็นดังกล่าวในช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นครั้งแรกในคดี Bowers v. Hardwick, 478 US 186 (1986) ซึ่งประเด็นแห่งคดีคือกฎหมายของมลรัฐจอร์เจียที่กำหนดโทษทางอาญาต่อบุคคลที่มีพฤติกรรมร่วมเพศแบบวิตถารชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวจะบังคับใช้กับทั้งกรณีการรักร่วมเพศเดียวกันหรือต่างเพศกัน ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาเลือกที่จะวินิจฉัยเฉพาะประเด็นความชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บุกเข้าไปบ้านของนายฮาร์ดวิกส์เพื่อจับกุมในข้อหาเมาแล้วขับและไม่ปรากฎตัวต่อศาล และพบว่านายฮาร์ดวิกส์หลับนอนกับผู้ชายด้วยกันในห้องนอนของตนเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการตั้งข้อหาพฤติกรรมร่วมเพศแบบวิตถาร (แต่ต่อมาก็ได้ขอยกเลิกข้อหาดังกล่าว) ในคดีนี้ ศาลสูงสุด (5 ต่อ 4 เสียง) วินิจฉัยเฉพาะประเด็นสิทธิส่วนตัว (right of privacy) ภายใต้บทบัญญัติกระบวนการชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าสิทธิส่วนตัวไม่ได้ขยายไปถึงพฤติกรรมทางเพศแบบวิตถาร  โดยให้เหตุผลประกอบในทำนองว่ากฎหมายของมลรัฐจอร์เจียที่มีบทลงโทษทางอาญาแก่บุคคลรักร่วมเพศสำหรับพฤติกรรมทางเพศที่วิตถารชอบด้วยรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้รับรองสิทธิพื้นฐานของคนที่มีพฤติกรรมทางเพศแบบวิตถารไว้ และพฤติกรรมดังกล่าวก็ขัดต่อวัฒนธรรมทางสังคมที่ดีงาม สำหรับต่อมาในปี ค.ศ. 1999 ศาลสูงสุดของมลรัฐจอร์เจียวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญของมลรัฐจอร์เจีย

ในปี ค.ศ. 1996 ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาได้พิจารณาประเด็นเรื่องสิทธิคนรักร่วมเพศในคดี Romer v. Evans ประเด็นแห่งคดีคือบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของมลรัฐโคโลราโดซึ่งประชาชนเห็นชอบ 54% และไม่เห็นชอบ 46% ที่ห้ามมลรัฐหรือหน่วยงานรัฐในการยอมรับหรือรับรองกฎหมายที่ให้เอิ้อหรือคุ้มครองสิทธิคนร่วมร่วมเพศ ศาลเสียงส่วนใหญ่ (6 ต่อ 3 เสียง) วินิจฉัยว่าบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญของมลรัฐโคโลราโดขาดเหตุผลเพียงพอและละเมิดสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองที่เท่าเทียมกันของคนรักร่วมเพศ ศาลเสียงข้างน้อยวิจารณ์คำพิพากษาเสียงส่วนใหญ่ว่าเป็นการเลืกข้างในสงครามวัฒนธรรม

ต่อมาในคดี Boy Scouts of America v Dale เป็นคดีที่นักวิชากการเรียกว่าสิทธิไม่เข้าร่วมสมาคม (Right not to associate) กล่าวคือ สมาคมลูกเสือมีสิทธิที่จะกีดกันชาวเกย์ไม่ให้เข้าร่วมสมาคมของตนเองโดยถือว่าเป็นสิทธิในแารแสดงออกตามบทับญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ซึ่งยอมรับให้สิทธิเสรีภาพแก่สมาคมในการแสดงออกที่จะไม่ยอมรับสมาชิกที่อาจสร้างปัญหากับวัตถุประสงค์ของสมาคมหรือกลุ่ม ต่อมาในปี ค.ศ. 2003 ศาลสูงสุดได้พิจารณาคดี Lawrence v. Texas ซึ่งมีการฟ้องร้องว่ากฎหมายของมลรัฐเท็กซัสได้กำหนดโทษทางอาญาพฤติกรรมการร่วมเพศแบบวิตถารของคนรักร่วมเพศ แต่จะไม่ลงโทษหากพฤติกรรมในทำนองเดียวกันเกิดกับกรณีต่างเพศกัน ศาลสูงสุดเสียงส่วนใหญ่ (5 ต่อ 4 เสียง) พิจารณาในประเด็นกระบวนการชอบด้วยกฎหมายในสารบัญญัติ (Substantive due process) และการคุ้มครองที่เท่าเทียมกัน (equal protection) โดยเสียงส่วนใหญ่ได้วินิจฉัยกลับแนวทางคำพิพากษาในคดี Bowers v. Hardwick ที่วางหลักไว้เดิมว่ามลรัฐไม่มีอำนาจหรือเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายในการกำกับดูแลพฤติกรรมทางเพศของผู้ใหญ่ที่ยินมยอมพร้อมใจ เนื่องจากเป็นสิทธิส่วนบุคคล หลังจากคำพิพากษาดังกล่าว 12 มลรัฐได้ยอมรับการแต่งงานของเพศเดียวกัน และในหลายมลรัฐ ศาลสูงสุดของมลรัฐ เช่น มลรัฐแมสซาซูเซส ไอโอว่า และคอนเน็ตติกัส ได้วินิจฉัยว่าการห้ามเพศเดียวกันแต่งงานเป้นการขัดต่อรัฐธรรมนูญของมลรัฐ ในบางมลรัฐ รัฐสภาของมลรัฐได้ออกกฎหมายอนุญาตและรับรองการแต่งงานของเพศเดียวกัน

ในปี ค.ศ. 2013 คดี United States v. Windsor ศาลตัดสินว่าบทบัญญัติกฎหมายการป้องกันการแต่งงาน (Defense of Marriage Act) ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยการให้เหตุผลว่าขัดกับหลักการคุ้มครองที่เท่าเทียมกัน (Equal Protection Principles) ที่อยู่ในบทบัญญัติกระบวนการชอบด้วยกฎหมาย (Due Process Clause) ของบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 ศาลเสียงส่วนใหญ่ ( 5 ต่อ 4 เสียง) ระบุว่าการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้วจำเป็นต้องให้มีการเลือกปฏิบัติลักษณะที่ผิดปกติ การจัดการกับปัญหาของการยังยั้งที่รัฐบาลกลางยอมให้มลรัฐกำหนดนิยามและขอขเขตของการแต่งงาน   ซึ่งนำไปสู่การตีความกฎหมายรัฐบาลกลางที่ไม่ยอมรับการแต่งงานของเพศเดียวกันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เช่น การยื่นขอรับภาษีคืน แม้ว่าคู่แต่งงานมีการแต่งงานโดยชอบด้วยกฎหมายโดยการรับรองจากมลรัฐ ในความเห็นแย้งชี้ว่าคำพิพากษานี้อาจนำไปสู่การประกาศว่าการที่มลรัฐห้ามเพศเดียวกันแต่งงานเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เรื่องดังกล่าวควรให้มลรัฐพิจารณาเอง

ทั้งนี้ ไม่ว่าบทบัญญัติศรัทธาและเครดิตอย่างมาก (Full faith and credit clause) จะกำหนดให้มลรัฐไม่อนุญาตให้มีการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันได้ปฏิเสธที่จะยอมรับความชอบด้วยกฎหมายของการแต่งงานที่ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายในอีกมลรัฐหนึ่งซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ยังคงเปิดกว้างอยู่ ศาลได้เปิดคำถามว่าการห้ามเพศเดียวกันแต่งงานของมลรัฐขัดกับบทบัญญัติการคุ้มครองที่เท่าเทียมตามบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบบัที่ 14 หรือไม่ ในปี ค.ศ. 2014 ศาลชั้นต้นของสหรัฐอเมริกาในมลรัฐยูท่าห์และโอกาโฮม่าได้ตัดสินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของมลรัฐที่ประกาศว่าการแต่งงานต้องต่างเพศกันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ซึ่งคำถามดังกล่าวอาจขึ้นไปสู่การพิจารณาของศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาในไม่ช้า

วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การแก้ไขรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา



 นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาใช้บังคับในวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1789 มีการแก้ไขปรับปรุงจำนวนทั้งสิ้น 33 ครั้ง ที่ผ่านมามีข้อเสนอขอแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติรัฐธรรมจำนวน 11,539 ฉบับ โดยเสนอต่อรัฐสภาและเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบก็จะส่งให้แต่ละมลรัฐให้ความเห็นชอบและให้สัตยาบัน  ทั้งนี้ มีการแก้ไขปรับปรุงจำนวน 27 ฉบับที่มีการให้สัตยาบันโดยมลรัฐในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ การแก้ไขสิบครั้งแรกได้รับการยอมรับและให้สัตยาบันทันทีซึ่งเรียกโดยรวมว่า บัญญัติสิทธิพื้นฐานของพลเมือง (Bill of Rights) โดยระบุสิทธิพื้นฐานของพลเมืองที่รัฐมีหน้าที่ต้องพิทักษ์และปกป้อง   อนึ่ง การแก้ไขปรับปรุงอีกจำนวน 6 ฉบับรัฐสภาให้ความเห็นชอบและส่งไปยังมลรัฐเพื่อให้สัตยาบัน แต่ยังไม่มีการให้สัตยาบันในทางเทคนิค การแก้ไขจำนวน 4 ฉบับยังคงค้างพิจารณาอยู่และเปิดกว้างในถกเถียง อีกสองฉบับตกไปโดยปริยาย
ผู้ร่างรัฐธรรมนูญตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างรัฐบัญญัติที่เป็นกฎหมายทั่วไปกับรัฐธรรมนูญ จึงกำหนดเงื่อนไขของการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญที่มีความเข้มงวดมากกว่า กระบวนการและเงื่อนไขของการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญปรากฎอยู่ในมาตรา  5 ของรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งกำหนดสองขั้นตอน คือ ข้อเสนอแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบและส่งให้มลรัฐให้สัตยาบันโดยในขั้นตอนแรกนั้น รัฐสภาโดยมีจำนวนเสียงส่วนใหญ่สองในสามของทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร์ และในขั้นตอนที่สอง ต้องประกอบด้วยรัฐสภาของสองในสามของจำนวนมลรัฐ เพื่อให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติที่แก้ไขปรับปรุงต้องได้รับความเห็นชอบ (สัตยาบัน) โดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้  (๑) โดยความเห็นชอบของรัฐสภาจำนวน 3 ใน 4 ของจำนวนมลรัฐทั้งหมด (38 เสียงของมลรัฐ) ภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือ (๒) การประชุมในวาระให้สัตยาบันของมลรัฐในการประชุมแห่งชาติ โดยต้องมีคะแนนเสียงอย่างน้อย 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงมลรัฐทั้งหมด (38 เสียงของมลรัฐ) ภายในระยะเวลาที่กำหนด ปัจจุบันมีการประชุมในแบบ ๑ เป็นส่วนใหญ่
ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว การแก้ไขปรับปรุงอาจถูกบล๊อกได้โดยมลรัฐ 13 มลรัฐที่อาจคัดค้านการแก้ไขปรับปรุงไม่ว่าจะอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร์หรือวุฒิสภา ดังนั้น การแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถทำได้ง่าย ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มความสำคัญให้กับคำพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา เพราะการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงผลทางกฎหมายของคำพิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาโดยการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้ยากยกเว้นในกรณีมีคะแนนเสียงใกล้เคียงกันและเป็นประเด็นที่สาธารณะโต้แย้งอย่างมาก ซึ่งศาลอาจเปลี่ยนแปลงเองในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ ในหลายครั้งศาลสูงสุดเองก็ได้พิจารณายืนยันความชอบด้วยกฎหมายของบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลสูงสุดพิจารณากระบวนการยื่นข้อเสนอแก้ไขปรับปรุงและการให้สัตยาบัน รวมทั้งเนื้อหาของบทบัญญัติที่แก้ไขก็ถือว่าอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาล ไม่ถือว่าเป็นคำถามทางการเมือง (Political Question) ตัวอย่างเช่น ในคดี Hawke v. Smith (1920) ศาลสูงสุดตีความว่าการให้สัตยาบันของมลลรัฐโฮไอโอในบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 ที่ถูกคัดค้านว่ารัฐธรรมนูญของมลรัฐโฮไอโอกำหนดให้มีการทำประชามติในประเด็นที่ผู้มีสิทธิลงคะแนนอาจไม่เห้นชอบด้วยกับการให้สัตยาบันของรัฐสภาของมลรัฐฯ ศาลสูงสุดสรุปว่ากฎหมายของรัฐบาลกลางกำหนดตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดเป็นการเฉพาะในการให้สัตยาบันกฎหมายของมลรัฐ จึงเหนือกว่ากระบวนการให้สัตยาบันของมลรัฐที่ขัดหรือแย้งดังกล่าว ต่อมาในคดี National Prohibition Cases, 253 US 650  (1920)  ศาลตีความรับรองความชอบด้วยกฎหมายของบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 และปฏิเสธข้ออ้างว่าการห้ามการจำหน่ายหรือครอบครองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่สามารถอนุญาตได้ตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่อาแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญได้ ในคดีล่าสุดมีการตีความรัฐธรรมนูญว่าบทบัญญัติที่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 ได้ยกเลิกบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 โดยในคดีแรกคือคดี LaRue v. California, 409 US 109 (1972) ศาลสูงสุดสรุปว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ที่ยอมให้มลรัฐกำกับดูแลการแสดงออกความเห็นในบาร์เหล้าหรือร้านจำหน่ายสุราได้ ซึ่งมลรัฐแคริฟอร์เนียได้ห้ามมิให้บาร์จำหน่ายเหล้าจัดให้มีการแสดงอนาจาร แม้ว่าข้อจำกัดดังกล่าวอาจละเมิดบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ก็ตาม ในปี ค.ศ. 1996 ในคดี 44 Liquormart, Inc. v. Rhode Island, 517 US 484 (1996) ศาลเห็นว่าว่าบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 ไม่อยู่ภายใต้ขอบเขตของบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 แม้ว่าจะอนุญาตให้ข้อจำกัดแอลกอฮอล์อาจฝ่าฝืนบทบัญญัติพาณิชย์ (Commerce Clause) ดังนั้น ศาลจึงวินิจฉัยว่าข้อจำกัดการโฆษณาราคาของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ละเมิดบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 ในคดี Granholm v. Heald, 544 US 460 (2005) ศาลตีความว่ามาตรา 2 ของบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 ไม่ได้ให้มลรัฐมีอำนาจในการเลือกปฏิบัติต่อผู้จำหน่ายไวน์ที่จำหน่ายนอกเหนือขอบเขตของมลรัฐซึ่งอาจละเมิดบทบัญญัติพาณิชย์ ศาลเสียงส่วนใหญ่ (5 ต่อ 4 เสียง) ตัดสินว่ากฎหมายของมลรัฐมิชิแกนที่ห้ามจำหน่ายไวน์แก่พลเมืองชาวมิชิแกนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต มลรัฐมิชิแกนอนุญาตให้ไวน์ที่ผลิตในมลรัฐมิชิแกนเท่านั้นที่สามารถจัดส่งไวน์แก่ลูกค้าได้ แต่ห้ามพลเมืองนอกมลรัฐมิชิแกนจำหน่าย แต่ศาลให้ข้อสังเกตว่าบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 มีความชัดเจนที่ให้อำนาจแก่มลรัฐในการห้ามการจัดส่งไวน์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นโดยตรงทั้งหมดแก่ลูกค้าได้ หากมลรัฐใดประสงค์จะห้าม สำหรับความเห็นแย้งทั้งสี่เสียงเห็นว่าประวัติการยกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 แสดงว่าได้มีการยกเว้นกฎเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากการห้ามโดยปกติทั่วไปในการเลือกปฏิบัติตามบทบัญญัติพาณิชย์ แต่มีการตีความผิดพลาดในเชิงนโยบายมาจนกระทั่งปัจจุบัน

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การประชุมยกร่างรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาในปี 1787


ในปี ค.ศ. 1786 ชาวอเมริกาตระหนักว่าบทบัญญัติของสมาพันธรัฐ (Article of Confederation) ซึ่งเอกสารก่อตั้งประเทศที่ได้รับความเห็นชอบจากการประชุมก่อตั้งประเทศในปี ค.ศ. 1777 บทบัญญัติดังกล่าวแทบจะไม่ได้ให้อำนาจรัฐสภาในการกำกับดูแลกิจการภายในประเทศ ไม่มีอำนาจในการจัดเก็บภาษี และไม่มีอำนาจกำกับดูแลกิจการเชิงพาณิชย์แต่ประการใด เมื่อไม่มีอำนาจในเชิงบังคับใช้ รัฐสภากลางของสหรัฐ ต้องพึงพาการบริจาคเงินงบประมาณจากมลรัฐสมาชิกและสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือมลรัฐต่าง ๆ มักจะปฏิเสธให้เงินงบประมาณตามที่รัฐสภาร้องขอ ดังนัน้ รัฐสภากลางของสหรัฐ จึงไม่มีเงินที่จะจ่ายให้แก่ทหารหรือกองกำลังเพื่อทำสงครามปฏิวัติ (Revolutionary War) หรือชำระเงินกู้จากต่างประเทศที่ยืมเพื่อทำสงครามปฏิวัติ ต่อมาในปี ค.ศ. 1786 สถานะทางการเงินของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาถึงขั้นล้มละลาย ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศที่พึ่งเกิดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับปัญหาความท้าทายมากมาย มลรัฐต่าง ๆ มีความขัดแย้งในทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกันโดยไม่มีท่าทีจะตกลงกันได้ เช่น มลรัฐทางตอนใต้ขัดแย้งกับมลรัฐทางตอนเหนือเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงไม่อยู่ในสภาพที่ดีนักในการต่อสู้กับสงครามเศรษฐกิจดังกล่าว ประเทศที่เป็นพันธมิตรเป็นห่วงกังวลค่อนข้างมาก โดยเฉพาะประเทศเจ้าหนี้ของสหรัฐอเมริกา

ในขณะเดียวกัน มลรัฐที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของรับบาลกลางอย่างเช่นมลรัฐโรดไอแลนด์ก็เป็นกังวลเช่นกัน รัฐสภาของมลรัฐที่เสียงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเจ้าหนี้ได้ออกกฎหมายยกหนี้ทั้งหมดเพราะเห็นว่าเป็นมาตรการกระจายทรัพย์สินใหม่ในทุก 13 ปี ในขณะที่มลรัฐแมสซาซูเซสซึ่งมีกลุ่มเกษตรกรที่โกรธแค้นได้ประท้วงเพื่อให้มีการบรรเทาหนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1787 ปัญหาเริ่มบานปลายนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการประชุมรัฐสภาในเดือนพฤษภาคม ณ เมืองฟิลาเดลเฟียเพื่อออกแบบการปกครองโดยรัฐบาลกลางใหม่และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายรัฐธรรมนูญ และประชาชนทั่วประเทศก็เรียกร้องสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปถึงขอบเขตของสิทธิเสรีภาพที่ควรได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ บางสิทธิเสรีภาพยังไม่มีความชัดเจน เช่น สิทธิเสรีภาพในการเป็นเจ้าของทาส 

การประชุมยกร่างรัฐธรรมนูญในฟิลาเดลเฟีย (Convention in Philadelphia)

ในวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1787 หนึ่งสัปดาห์ก่อนกำหนดการประชุมยกร่างรัฐธรรมนูญ ผู้แทนจากมลรัฐต่าง ๆ ได้ประชุมหารือในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร์ของมลรัฐเพนซิวาเนียในเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวาระแรกมีการเลือกนายพลจอร์จ วอชิงตันเป็นประธานของการประชุม และมีการกำหนดข้อบังคับการประชุม ซึ่งในขณะนั้นเป็นการประชุมลับ วาระการประชุมหลักเริ่มสี่วันต่อมาหลังจากผู้ว่าการมลรัฐเวอร์จิเนีย นายเอ็ดมุนด์ แรนดอล์ฟได้นำเสนอร่างแผนโครงสร้างใหม่ของรัฐบาล (เรียกว่า แผนเวอร์จิเนีย) ซึ่งยกร่างโดยเจมส์ แมดิสันผู้แทน โดยแผนดังกล่าวมุ่งหวังให้รัฐบาลแห่งชาติมีความเข้มแข็ง รัฐบาลเลือกตั้งตามสัดส่วนของจำนวนประชากร แผนให้รัฐบาลกลางเพื่อออกกฎหมายในทถกมลรัฐที่มลรัฐแบ่งแยกไม่มีความสามารถเพียงพอและให้สภาแห่ชาติเพื่อแก้ไขอำนาจในคัดค้านรัฐสภาของมลรัฐ ผู้แทนจากมลรัฐเล็ก ๆ และมลรัฐที่ไม่เห็นด้วยกับการให้อำนาจรัฐบาลกลางอย่างกว้างขวางต่อต้านแผนดังกล่าว เช่น มลรัฐแคโรไรน่าใต้ได้ถามว่าผู้สนับสนุนแผนดังกล่าวหมายถึงการยกเลิกรัฐบาลมลรัฐหรือไม่ ต่อมาในวันที่ 14 มิถุนายน นายวิลเลี่ยม ปีเตอร์สันผู้แทนจากมลรัฐนิวเจอร์ซี่ได้นำเสนอร่างแผน (เรียกว่า แผนนิวเจอร์ซี) ซึ่งเสนอให้รัฐบาลกลางยังคงมีอำนาจมากขึ้น ในการประชุมหารือในช่วงสามเดือน ผู้แทนจากมลรัฐต่าง ๆ ได้เจรจาต่อรองตามแผนทั้งสอง ในที่ประชุมมีการเพิ่มอำนาจแก่รัฐสภาใหม่ ๆ เช่น อำนาจในการกำกับดูแลเศรษฐกิจ เงินตรา และการป้องกันประเทศ แต่ที่ประชุมปฏิเสธที่จะให้อำนาจรัฐบาลกลางในการคัดค้านกฎหมายของมลรัฐที่ออกใหม่ นอกจากนี้ ผู้แทนจากมลรัฐตอนใต้คัดค้านว่ารัฐสภาไม่ควรมีอำนาจในการจัดกัดการค้าทาสและการมีทาส ประเด็นสำคัญที่มีการถกเถียงกันอย่างมากคือการลงคะแนนเสียง โดยเฉพาะมลรัฐที่มีขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ในการแบ่งสัดส่วนที่นั่งและเสียงในสาภผู้แทนราษฎร์ ในที่สุดก็ตกลงให้จัดสรรจำนวนผู้แทนราษฎร์ตามสัดส่วนประชากรและวุฒิสภาให้แต่ละมลรัฐมีสองที่นั่งเท่ากันตามข้อเสนอของนายโรเจอร์ เชอร์แมน ผู้แทนของมบรนัฐคอนเน็ตติกัต (เรียกว่าการประนีประนอมคอนเน็ตติกัต)

ในเดือนกันยายน การประนีประนอมครั้งสุดท้ายสามารถบรรลุได้ เงื่อนไขสุดท้ายได้มีการปรับปรุงและผ่านความเห็นชอบ ในการประชุมดังกล่าว แต่ละมลรัฐมีเพียงหนึ่งเสียง ดังนั้น แต่ละมลรัฐมีความเห็นแย้งค่อนข้างมากและไม่มีท่าทีว่าจะสำเร็จ แต่ในท้ายที่สุดผู้แทน 39 มลรัฐจาก 55 มลรัฐสนับสนุนการยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังกล่าว ซึ่งก็เพียงพอในการชนะจากแต่ละผู้แทนจาก 12 มลรัฐ (มลรัฐโรดไอแลนด์ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุม) ต่อมามีพิธีลงนามรัฐธรรมนูญในวันที่ 17 กันยายนในปีเดียวกัน ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวยังคงมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงปัจจุบัน
 

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สิทธิที่จะตาย (The Right to Die)


ในสหรัฐอเมริกา ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาได้วินิจฉัยในเรื่องนี้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1990 ในคดี Cruzan v. Director, Missouri Department of Health, 497 U.S. 261 (1990) โดยศาลสูงสุดพิจารณารับรองในการตัดสินใจจะตาย (Right to die) ตามคำพิพากษาศาลสูงสุดของมลรัฐมิซูรี่ โดยศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาเสียงส่วนใหญ่ (5 ต่อ 4 เสียง) ให้เหตุผลว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามมลรัฐมิซูรี่ในการกำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องสามารถยืนยันหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ (Clear and convincing evidence) ของนางแนนซี่ ครูซานผู้ป่วยอาการโคม่าที่ประสบอุบัติเหตุรถยนต์มีความต้องการยุติชีวิตของตนเอง ซึ่งในคดีดังกล่าวปรากฎหลักฐานชัดเจนว่ามีความยินยอมและเป็นความต้องการของครอบครัวเธอที่จะถอดสายอุปกรณ์ช่วยชีวิตของนางครูซาน ในคดีนี้ผู้พิพากษาเสียงส่วนใหญ่ตัดสินว่าสิทธิที่จะตายเป็นเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเรื่องกระบวนการชอบด้วยกฎหมาย (Due Process Clause) โดยศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาสนับสนุนว่ากรณีนี้ปรากฎหลักฐานที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงว่าผู้ป่วยประสงค์ที่จะให้มีการถอดสายช่วยชีวิต ผลจากคำพิพากษาดังกล่าวได้วางหลักการว่าต้องปรากฎว่ามีหลักฐานของความประสงค์ของคนป่วยว่าประสงค์ที่ชัดเจนที่จะยุติการรักษาหรือต้องการให้ถอดสายอุกรณ์ช่วยชีวิต

ในเจ็ดปีต่อมาหลังจากคดี Cruzan v. Director, Missouri Department of Health ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญประเด็นสิทธิที่จะตายอีกครั้งในสองคดีที่มีการโต้แย้งว่ากฎหมายอาญาที่จะลงโทษการฆ่าตัวตายที่แพทย์ให้ความช่วยเหลือโดยถือเป็นมีความผิดกฎหมายอาญา ศาลชั้นต้นในมลรัฐวอชิงตันและมลรัฐนิวยอร์คตัดสินว่ากฎหมายอาญาดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งในชั้นศาลอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาคเก้าได้ตัดสินบนพื้นฐานว่ากระบวนการชอบด้วยกฎหมายของสิทธิส่วนตัว (Privacy right) สำหรับศาลอุทธรณ์ภาคสองตัดสินบนพื้นฐานของหลักกฎหมายการคุ้มครองที่เท่าเทียมกัน (equal protection) ต่อมาในชั้นศาลสูงสุดได้ตัดสินกลับคำวินิจฉัยของทั้งสองศาลอุทธรณ์และยืนยันว่ากฎหมายอาญาดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แม้ว่าศาลสูงสุดจะเคยตัดสินในคดี Cruzan ว่าโดยยอมรับในสิทธิที่จะตายโดยการปฏิเสธการรักษาทางการแพทย์ แต่ศาลสูงสุดกล่าวว่าไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญใดรองรับสิทธิที่จะช่วยฆ่าตัวตาย ต่อมาในปี ค.ศ. 2006 ในคดี Gonzales v. Oregon, 546 U.S. 243 (2006)  ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาตัดสินคดีสิทธิที่จะตายอีกคดีหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นคดีกฎหมายปกครองก็ตาม ไม่ใช่ประเด็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3 เสียง) ตัดสินว่าอัยการสูงสุดของสหรัฐอเมริกาใช้อำนาจเกินขอบเขตตามกฎหมายสารควบคุม (The Federal Controlled Substance Act)เมื่ออัยการดำเนินคดีต่อนายแพทย์ในมลรัฐรัฐโอเรกอนที่สั่งจ่ายยาอันตรายตามกฎหมายมลรัฐการตายอย่างมีศักดิ์ศรี (Oregon Death with Digdity Act)  คำพิพากษาดังกล่าววินิจฉัยว่ากฎหมายทางการแพทย์อยู่ในขอบเขตอำนาจของมลรัฐและสำนักงานอัยการของสหรัฐอเมริกาหรือรัฐบาลกลางไม่มีอำนาจแทรกแซงตามหลักกฎหมายสหพันธ์รัฐ (Federalism Principle) และดังนั้น กฎหมายสารควบคุมไม่ได้ให้อำนาจแก่อัยการสูงสุดในการสั่งห้ามการใช้สารอันตรายในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้ตายซึ่งกฎหมายมลรัฐได้อนุญาต เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถตัดสินเลือกที่จะยุติชีวิตตนเองให้ตายอย่างมีศักดิ์ศรีด้วยความช่วยเหลือจากแพทย์

วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

การบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดในสหรัฐอเมริกา

การบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดในสหรัฐอเมริกามีทั้งหน่วยงานของรัฐเองและเอกชนมีอำนาจในการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายป้องกันการผูกขาด ดังนี้ 

1. หน่วยงานภาครัฐมีสองหน่วยงานหลัก คือ

- กระทรวงยุติธรรม (Department of Justice) กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายอาญาในสำหรับการการกระทำผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมยังสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีให้แก้ไขเยียวยาในคดีแพ่งได้ด้วย รวมทั้งอาจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในนามของรัฐบาล

- คณะกรรมการการค้าสหพันธรัฐ (Federal Trade Commission) คณะกรรมการการค้าสหพันธ์รัฐมีอำนาจบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการค้าหรือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและตามกฎหมายเคย์ตัน (Clayton Act) อย่างไรก็ตามขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายของคณะกรรมการการค้าของสหพันธ์รัฐอเมริกาครอบคลุมการฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาดด้วย

2. ภาคเอกชน มีหลักเกณฑ์ดังนี้

2.1 สิทธิในการดำเนินคดี ในมาตรา 4 ของกฎหมายเคย์ตันกำหนดว่าโจทก์ที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายป้องกันการผูกขาดต้องสามารถแสดงให้ศาลเห็นว่ามีหรือเกิดความเสียหายกับธุรกิจหรือทรัพย์สินของตนเอง ทั้งนี้ ในคดี Reiter v. Sonotone ศาลสูงสุดวินิจฉัยว่าลูกค้ารายย่อยที่จ่ายเงินที่เกิดจากการผูกขาดสำหรับสินค้าที่มีการรวมตัวกันถือว่าสร้างความเสียหาย นอกจากนี้ เงื่อนไขธุรกิจหรือทรัพย์สิน กล่าวได้ว่าศาลสูงสุดได้พัฒนากฎที่ซับซ้อนมากขึ้น เมื่อผลกระทบของกฎเป็นจำนวนเล็กน้อยของบุคคลที่ในทางเป็นจริงได้รับความเสียหายจากการฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาดมีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ตัวอย่างเช่น หากบริษัทที่เป็นเป้าหมายฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาด แต่ผู้ถือหุ้น ลูกจ้างที่ต้องออกจากงาน เจ้าของที่ดินและเจ้าหนี้ที่ไม่ได้รับเงินจะไม่มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดี

ศาลได้วางเกณฑ์สำหรับการฟ้องร้องดำเนินคดีของเอกชนไว้ ดังนี้ (ก) เกณฑ์ความเสียหายโดยตรง (Direct injury) ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าววัดว่าความเสียหายของโจทก์ต้องเป็นผลโดยตรงหรือเพียงเกิดผลลัพธ์ทางอ้อมของการฝ่าฝืนกฎหมาย (ข) เกณฑ์ขอบเขตเป้าหมาย (Target  area) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการวัดว่าโจทก์อยู่ในขอบเขตเป้าหมายของการฝ่าฝืนกฎหมาย

ทั้งสองเกณฑ์ยังไม่เป็นที่สรุปแน่ชัดและมีแนวปฏิบัติแนะนำเล็กน้อยในการฟ้องร้องดำเนินคดี ศาลสูงสุดยังคงมีความสงสัยเกี่ยวกับเกณฑ์ดังกล่าว ในคดี Blue Shield ศาลสูงสุดได้อนุญาตให้โจทก์ดำเนินการฟ้องร้องคดีแม้ว่าจะไม่อยู่ในขอบเขตเป้าหมายของการรวมตัวต่อต้าน (boycott) ในพื้นฐานของทฤษฎีว่า ประการแรกความเสียหายของโจทก์เป็นเพียงผลที่เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายที่สามารถคาดการณ์ได้ และประการที่สองความเสียหายของโจทก์เป็นการสัมพันธ์ที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้กับความเสียหายที่จำเลยมีความประสงค์ในผลการกระทำดังกล่าว แต่ในคดี  Associated General Contractors ศาลวินิจฉัยว่าสหภาพไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ตามทฤษฎีว่าลูกจ้างของบริษัทได้รับความเสียหายจากการรวมตัวต่อต้านที่เกิดกับนายจ้าง ตามกฎหมายมลรัฐมีอำนาจอำนาจในการฟ้อร้องในนามของลูกค้า แต่มลรัฐไม่สามารถเป็นตัวแทนของบริษัทได้ การตัดสินให้ค่าเสียหายต้องปรับลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับการฟ้องร้องโดยภาคเอกชน

 กฎผู้ซื้อทางอ้อม (Indirect Purchaser Rule)

ในคดี Illinois Brick ศาลสูงสุดตัดสินว่าผู้ซื้อสินค้าทางอ้อม เช่น ผู้ซื้อที่ทำธุรกรรมสองขั้นหรือมากกว่านั้นได้ถูกขจัดจากผู้ผูกขาดหรือการสบคบกันกีดกันอาจไม่ถือว่าเกิดความเสียหายตามกฎหมายป้องกันการผูกขาด ตามกฎข้อนี้ผู้ซื้อทางอ้อมมีสิทธิต่อการเรียกเก็บค่าผูกขาดสูงเกินสมควรทั้งหมด แม้ว่าผู้ซื้อโดยตรงมีแนวโน้มที่จะส่งผ่านการเรียกเก็บค่าผูกขาดไปยังลูกค้า ล่าสุดศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาได้ยืนยันกฎดังกล่าวในคดี Utilicorp อนึ่งคำพิพากษาในคดี Illinois Brick มีข้อยกเว้นสามประการตามที่ศาลชั้นต้นได้ให้ไว้ ดังนี้

ประการแรก สัญญาที่เกิดขึ้นก่อน กำหนดราคาสินค้าหรือบริการไว้ และกำหนดคุณภาพของสินค้าไว้ กล่าวคือหากผู้ซื้อโดยทางอ้อมมีสัญญากับผู้ผูกขาดหรือกลุ่มผูกขาดและในสัญญาได้ระบุไว้เฉพาะเกี่ยวกับคุณภาพและราคาไว้ชัดเจนศาลเชื่อว่าการผลักภาระค่าผูกขาดทั้งหมดไปยังผู้ซื้อทางอ้อมแน่นอน ในคดีดังกล่าวผู้ซื้อทางอ้อมจะเกิดความเสียหายจากการซื้อขายดังกล่าว

ประการที่สองผู้สมคบร่วมกันในช่วงกลาง (Co-Conspirator in the Middle) หากผู้ซื้อทางตรงเป็นหนึ่งของการสมคบกัน ผู้ซื้อทางอ้อมจะมีการกระทำกับทั้งสมาชิกที่ร่วมกันสมคบผูกขาดในการขายสินค้าและร่วมกับผู้ซื้อโดยตรง ในลักษณะคล้ายกันหากผู้ซื้อทางตรงเป็นบริษัทสาขาของสมาชิกที่สมคบผูกขาดหรือถูกควบคุมโดยบริษัทเหล่านั้น ผู้ซื้อทางอ้อมอาจติดตามการกระทำต่อต้านสมาชิกที่ร่วมสมคบกันผูกขาด

ประการที่สาม การกระทำเพื่อยับยั้ง (Actions for an Injunction) เหตุผลในคดี Illinios Brick คือการส่งผ่านความเสียหายเป็นสิ่งที่ยากมากในการคิดคำนวณและพิสูจน์ อย่างไรก็ตามการคิดคำนวณดังกล่าวไม่มีความจำเป็นในการกระทำเพื่อห้ามไว้ ในศาลส่วนใหญ่ตัดสินว่าข้อจำกัดของผู้ซื้อทางอ้อมใช้กับเฉพาะการกระทำที่ก่อให้เกิดเสียหายเท่านั้น


ความเสียหายจากการป้องกันการผูกขาด

หลักความเสียหายจากการป้องกันการผูกขาดกำหนดให้โจทก์แสดงว่าได้รับความเสียหายจากการฝ่าฝืนกฎหมายและได้รับความเสียหายจากผลลัพธ์ของการกีดกันการแข่งขันที่เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมาย ตัวอย่างเช่นในคดี Brunswick ศาลตัดสินว่าโจทก์ไม่สามารถแสดงการกระทำที่เสียหายสำหรับการควบรวมกิจการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากความเสียหายของโจทก์เกิดจากการที่การควบรวมกิจการทำให้คู่แข่งขันมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม คล้ายกับคดี Cargill ที่ศาลสูงสุดตัดสินว่าคู่แข่งขันไม่สามารถท้าทายการควบรวมกิจการของคู่แข่งขันในทางทฤษฎีได้ว่าหลังการควบรวมกิจการสามารถลดราคา หรืออย่างน้อยไม่มีเหตุผลที่ดีในการพิจารณาว่าการลดราคาคอาจเป็นการตัดราคาเพื่อทำลายการแข่งขัน หลักการความเสียหายจากการป้องกันการผูกขาดใช้กับทุกประเภทของการฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาด ในคดี USA Petroleum ศาลสูงสุดตัดสินว่าเป็นการป้องกันคู่แข่งขันจากการท้าทายการรักษาราคาขายต่อขั้นสูงสุดที่สร้างภาระแก่คู่แข่งขัน ดังนั้นจึงชัดเจนว่าหลักดังกล่าวใช้กับการฝ่าฝืนกรณีเกิดจากตนเอง (per se rule)

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

วิสาหกิจของภาครัฐต้องอยู่ในบังคับกฎหมายแข่งขันทางการค้าของยุโรปหรือไม่

ประเด็นคำถามในเชิงนโยบายต่อกฎหมายแข่งขันทางการค้าคือรัฐวิสาหกิจ (state enterprise) หรือหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไร (Non-profit organisation) ควรจะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแข่งขันทางการค้าหรือไม่ ทั้งนี้เพราะหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไรจัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในเชิงสังคม แม้ว่าจะอยู่ในบริบทเชิงพาณิชย์ หลายประเทศจึงยกเว้นรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานไม่แสวงหากำไรต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแข่งขันทางการค้า ตัวอย่างที่ชัดเจนคือประเทศไทย แต่ปัจจุบันก็มีการโต้แย้งว่ารัฐวิสาหกิจที่ดำเนินกิจกรรมทางการค้าและมักจะเป็นผู้มีอำนาจชี้นำตลาดภายในประเทศได้ ควรต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแข่งขันทางการค้า ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มักจะกำหนดให้รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานไม่แสวงหากำไรต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแข่งขันทางการคค้าด้วยเพราะการดำเนินกิจกรรมของรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานไม่แสวงหากำไรอาจส่งผลกระทบต่อบริบทการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญก็ได้ ในบทความนี้จึงนำเสนอแนวทางการตีความของสหภาพยุโรป 
คำว่า "วิสาหกิจ" (Undertakings) ได้ระบุไว้ในบทบัญญัติกฎหมายแข่งขันทางการค้าของยุโรป และถือเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งในการวิเคราะห์มาตรา 81 และมาตรา 82 ของสนธิสัญญาเกี่ยวกับการแข่งขันทางกาารค้าของยุโรป (EC) รวมทั้งข้อบังคับการควบรวมกิจการของยุโรป อย่างไรก้ตามสนธิสัญญายุโรปไม่ได้ให้ความหมายของคำดังกล่าวไว้ ปล่อยให้ศาลยุติธรรมยุโรปพัฒนาและสร้างหลักการขึ้น ทั้งนี้ เพื่อประกันความมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ของบทบัญญัติการแข่งขัน ศาลยุติธรรมยุโรปได้ยอมรับแนวทางหน้าที่ (Functional approach) ในการใช้คำวิสาหกิจดังกล่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงสถานะทางกฎหมายและวิธีการที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงิน แนวทางหน้าที่ดังกล่าวมุ่งเน้นลักษณะเชิงพาณิชย์ของกิจกรรมและไม่มุ่งเน้นประเภทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงอาจหมายความถึงบุคคลธรรมดา สมาคมทางการค้า ห้างหุ้นส่วน คลับหรือชมรม บริษัท และหน่วยงานภาครัฐ
คำพิพากษาที่สำคัญคือข้อพิพาทในคดี FIFA-distribution of package tours during the 1990 World Cup (Case IV/33.384 และ IV/33.378) กล่าวคือคณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาข้อเร้องเรียนว่าระบบการกระจายตั๋วของสมาคมฟุตบอลสหพันธ์ระหว่างประเทศหรือฟีฟ่า (International Federation of Football Association) ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 1990 ณ ประเทศอิตาลี ในการจัดงานดังกล่าวมีระบบการกระจายตั๋วชมฟุตบอลที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการจัดงานท้องถิ่น (local organising committee) ซึ่งจัดตั้งร่วมกันโดยฟีฟ่าและสมาคมฟุตบอลของอิตาลี (National Italian Football Association) ระบบการกระจายตั๋วดำเนินการโดยสมาคมกีฬาหลายหน่วยงาน แต่ได้มีข้อจำกัดในการจำหน่ายผ่านตัวแทนท่องเที่ยว ข้อจำกัดทำให้เกิดการมอบสิทธิเด็ดขาดแต่ผู้เดียวในการจัดจำหน่ายตั๋วทั่วโลกเพราะถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการท่องเที่ยวอิตาลีด้วยโดยผ่านกิจการร่วมค้าของอิตาลี ชื่อเรียกว่า "90 Tour Italia SpA" ข้อตกลงผูกขาดดังกล่าวทำให้ตัวแทนท่องเที่ยวอื่นไม่สามารถเสนอขายโปรแกรมท่องเที่ยวได้ในช่วงเทศกาลแข่งขันฟุตบอลโลก คณะกรรมาธิการตัดสินว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงกระจายที่ผูกขาดตามมาตรา 81 ของสนธิสัญญายุโรป คำถามเบื้องต้นเกี่ยวกับลักษณะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคดีและพิจารณาว่าจะถือเป็นวิสาหกิจตามความหมายของมาตรา 81 หรือไม่
คำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมยุโรปอธิบายว่าหน่วยงานโดยไม่คำนึงถึงรูปแบบทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจประกอบเป็นวิสาหกิจภายในความหมายของมาตรา 81 และมาตรา 81 ของสนธิสัญญายุโรป กิจกรรมทางเศณษฐกิจรวมถึงกิจกรรมไม่ว่าจะแสวงหากำไรหรือไม่ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการค้าทางเศรษฐกิจ การแข่งขันฟุตบอลโลกถือเป็นเทศกาลแข่งขันกีฬาสำคัญระดับโลกที่ถือว่าเป็นกิจกรรมที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจ กิจกรรมดังกล่าวรวมถึงการจำหน่ายโปรแกมการท่องเที่ยวที่ประกอบด้วยโรงแรมที่พัก การขนส่ง และการท่องเที่ยว การโฆษณา และการถ่ายทอดสดสัญญาณโทรทัศน์ เป็นต้น
ฟีฟ่าเป็นสหพันธ์ของสมาคมกีฬาและดำเนินกิจกรรมทางกีฬา ซึ่งดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จึงเข้าข่ายการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามความหมายของมาตรา 81 ของสนธิสัญญายุโรป เช่นเดียวกันกับสมาคมฟุตบอลของอิตาลีก็ดำเนินกิจกรรมในลักษณะเดียวกันกับฟีฟ่าจึงอยู่ในความหมายของมาตรา 81 ของสนธิสัญญายุโรป สำหรับคณะกรรมการจัดงานท้องถิ่นที่จัดตั้งโดยฟีฟ่าและสมาคมฟุตบอลอิตาลีเพื่อวัตถุประสงค์ดำเนิกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานทั้งทางด้านเทคนิคและพิธีการต่าง ๆ ของงานแข่งขันฟุตบอลโลก และทั้งสองได้ตกลงและดำเนินข้อตกลงกระจายตั๋วด้วย รายได้ของคณะกรรมการจัดงานท้องถิ่นมาจากหลายแหล่ง เช่น สิทธิในการถ่ายทอดโทรทัศน์ สิทธิในการโฆษณา และการจำหน่ายตั๋วเข้าชม สิทธิเด็ดขาดที่ให้กับกิจการร่วมค้า "90 Tour Italia" ก่อให้เกิดค่าตอบแทนกับคณะกรรมการจัดงานฯ ต่อมา คณะกรรมการจัดงานฯ ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและถือเป็นวิสาหกิจตามความหมายของมาตรา 81 ของสนธิสัญญายุโรป จึงกล่าวได้ว่าแม้ว่าหน่วยงานที่ไม่มีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไรก็ตามก็ไม่ได้ทำให้อยู่นอกเหนือกฎหมายแข่งขันทางการค้าของยุโรป แต่ศาลยุติธรรมยุโรปก็ได้ใช้เกณฑ์หน้าที่ประกอบในการพิจารณาด้วยซึ่งอาจได้รับการยกเว้น

การใช้สิทธิโดยมิชอบในกฎหมายสิทธิบัตรของสหรัฐอเมริกา


ตามกฎหมายสิทธิบัตรของสหรัฐอเมริกา เจ้าของสิทธิบัตรมีสิทธิแต่ผู้เดียว (exclusive rights) ในการกีดกันบุคคลอื่นจากการทำ ใช้ หรือขายสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เจ้าของสิทธิบัตรอาจเลือกที่จะใช้ประโยชน์สิทธิตามสิทธิบัตรแต่เพียงผู้เดียวโดยอาจเลือกที่จะไม่ยอมอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในการประดิษฐ์ก็ได้ อย่างไรก็ตาม สิทธิผูกขาดในสิ่งประดิษฐ์ของเจ้าของสิทธิบัตรไม่ได้มีได้ไม่จำกัด ในบางสถานการณ์ บุคคลที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีละเมิดสิทธิบัตรอาจยกข้อโต้แย้งว่าเจ้าของสิทธิบัตรใช้สิทธิโดยมิชอบก็ได้ (patent misuse) หากศาลรับฟังและเห็oด้วยกับข้อต่อสู้ดังกล่าว จำเลยผู้กระทำละเมิดจะไม่ต้องรับผิดในการละเมิดสิทธิบัตร แม้ว่าจะมีการละเมิดสิทธิเกิดขึ้นจริงก็ตาม ทั้งนี้ รากฐานแนวคิดของการใช้สิทธิโดยมิชอบในกฎหมายสิทธิบัตรมาจากการตีความของศาลคอมมอนลอว์ซึ่งอิงหลักความเป็นธรรม (Equitable Concept) ที่คำนึงถึงความเป็นธรรมตามสถานการณ์ กล่าวคือ มาตรฐานของหลักความเป็นธรรมที่ใช้ในศาลคอมมอนลอว์คือ โจทก์ไม่สามารถมาศาลด้วยมือที่ไม่สะอาด (unclean hands) ซึ่งจะห้ามโจทก์มิให้ดำเนินคดี แม้ว่าเนื้อหาแห่งคดีจะถูกต้องชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ซึ่งแนวคิดการตีความดังกล่าวนี้ถือว่าค่อนข้างกว้าง โดยทั่วไป การใช้สิทธิโดยมิชอบเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของสิทธิบัตรมีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาดและการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรเกินขอบเขตที่ได้รับ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือตราบใดที่เจ้าของสิทธิบัตรใช้สิทธิภายใต้ขอบเขตของสิทธิบัตรโดยชอบก็จะได้รับการคุ้มครองจากความรับผิดจากกฎหมายป้องกันการผูกขาด อย่างไรก็ตาม หลายกรณีที่พฤติกรรมของเจ้าของสิทธิบัตรเกินขอบเขตการคุ้มครองของสิทธิบัตรและอาจถูกโต้แย้งตามกฎหมายป้องกันการผูกขาด ตัวอย่างเช่น หากบุคคลที่ริเริ่มการฟ้องร้องดำเนินคดีพยายามที่จะบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรซึ่งรู้โดยเจ้าของสิทธิบัตรว่าไม่ชอบ การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการขยายการผูกขาดตามมาตรา 2 ของกฎหมายป้องกันการผูกขาด บุคคลที่ไม่ได้รับสิทธิโดยชอบ เช่น การยื่นขอรับสิทธิบัตรเกินระยะเวลาหนึ่งปีนับตั้งแต่สิ่งประดิษฐ์ได้วางขายทั่วไปแล้ว หากเจ้าของสิทธิบัตรทราบเงื่อนไขดังกล่าว แต่ยังคงยื่นขอรับสิทธิบัตร ซึ่งถือว่าเป็นการฉ้อฉลต่อสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า (US Patent and Trademark Office) ในทางกฎหมายสิทธิบัตรถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ชอบ (inequitable conduct) เพราะการได้รับสิทธิบัตรด้วยการฉ้อฉลดังกล่าวและดำเนินการฟ้องร้องเพื่อบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตริถือว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาด เพราะต้องถือว่าไม่มีสิทธิในสิทธิบัตรอันจะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายป้องกันการผูกขาด ดังนั้น จำเลยที่ถูกกล่าวหาอาจโต้แย้งโดยหยิบยกกฎหมายป้องกันการผูกขาดและต่อสู้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยมิชอบ

ตัวอย่างในคดีเครื่องสูบน้ำมัน บริษัทหนึ่งได้ซื้อสิทธิบัตร 72 ฉบับในสาขาเครื่องสูบน้ำมัน ศาลตัดสินว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับบุคคลใดที่จะผลิตสินค้าที่มีการแข่งขันสูงโดยไม่มีการละเมิดสิทธิบัตรใดสิทธิบัตรหนึ่ง แม้ว่าการซื้อสิทธิบัตรและการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรจะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม แต่หากพิจารณาจากเจตนาของบริษัทและวัตถุประสงค์ของจำนวนสิทธิบัตรที่ซื้อ ศาลพิจารณาเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาดและถือเป็นการใช้สิทธิโดยมิชอบ โดยใช้กฎหมายสิทธิบัตรในการกีดกันทางการค้า

การฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาดอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิบัตรเป็นความพยายามที่จะควบคุมราคาขายต่อของสินค้าที่ได้รับสิทธิบัตรและการใช้สิทธิบัตรในสินค้าหนึ่งแล้วบังคับขายอีกสินค้าหนึ่ง (พ่วงขาย) หรือขายอีกสิทธิบัตรหนึ่งที่ผู้ซื้อไม่ประสงค์จะซื้อ (tie in agreement) การฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาดบางครั้งอาจไม่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิโดยมิชอบก็ได้ เมื่อบุคคลใดที่มีความพยายามอย่างไม่เหมาะสมในการขยายขอบเขตของสิทธิบัตรทั้งทางกายภาพและชั่วคราว ซึ่งเงื่อนไขของกฎหมายป้องกันการผูกขาดไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์ (per se) หากพบพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น การบังคับให้บุคคลหนึ่งตกลงในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิที่เรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้สิทธิในสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรหรือจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้สิทธิเกินกว่าระยะเวลาที่สิทธิบัตรได้รับความคุ้มครองก็อาจถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยมิชอบประเภทหนึ่ง หรือในลักษณะคล้ายกัน การพยายามบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรที่ได้รับมาโดยพฤติกรรมที่มิชอบอาจถือเป็นการใช้สิทธิโดยมิชอบ แต่อาจไม่ฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาดก็ได้

สำหรับเส้นแบ่งระหว่างพฤติกรรมการยื่นขอรับสิทธิบัตรที่ชอบด้วยกฎหมายกับการฝ่าฝืนกฎหมายสิทธิบัตรและการใช้สิทธิโดยมิชอบตามกฎหมายสิทธิบัตรนั้นมีความแตกต่างกันซึ่งเกิดจากการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย และคำพิพากษาของศาล ในปี ค.ศ. 1988 กฎหมายปฏิรูปสิทธิบัตร ได้สร้างความชัดเจนและเพิ่มสิทธิแก่เจ้าของสิทธิบัตร กล่าวคือเป็นที่ชัดเจนว่าเจ้าของสิทธิบัตรจะไม่ต้องรับผิดในการใช้สิทธิโดยมิชอบหรือการใช้สิทธิเกินขอบเขตสิทธิบัตรที่ได้รับ รวมทั้งเจ้าของสิทธิบัตรไม่ต้องรับผิดในกรณีปฏิเสธการอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในสิทธิบัตรด้วย การกำหนดเงื่อนไขการอนุญาตให้ใช้สิทธิและการขายสินค้าที่ได้รับสิทธิบัตรในลักษณะพ่วงขายกับสินค้าอื่นไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยมิชอบ หากเจ้าของสิทธิบัตรไม่มีอำนาจเหนือตลาดในสินค้าที่ได้รับสิทธิบัตรและสินค้าที่พ่วงขายดังกล่าว ดังนั้น ในบางสถานการณ์จะไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยมิชอบหากไม่ใช่การฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาด ในบางกรณี เจ้าของสิทธิบัตรอาจจัดการกับข้อต่อสู้การใช้สิทธิโดยมิชอบได้ ซึ่งจะทำให้สามารถบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรได้ใหม่อีกครั้ง ตัวอย่างเช่น หากมีเงื่อนไขในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิที่ก่อให้เกิดการใช้สิทธิโดยมิชอบ หากมีการยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าวเจ้าของสิทธิบัตรก็สามารถบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรได้ แต่เจ้าของสิทธิบัตรอาจไม่มีสิทธิในการร้องขอบรรเทาทุกข์ต่อศาลสำหรับพฤติกรรมก่อนหน้าที่มีการยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าวได้