วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การต่อสู้เพื่อสิทธิลงคะแนนเสียงของสตรี




จุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อสิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้งของผู้หญิงเกิดขึ้นจากปฏิญาณ "Declaration of Sentiments" ที่จัดทำในการประชุมใหญ่เรื่องสิทธิผู้หญิงครั้งแรกในเมืองซีราคิวส์ ปี ค.ศ. 1852  ซูซาน แอนโทนีได้ต่อสู้และโต้แย้งว่าผู้หญิงควรมีสิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้ง  ในระหว่างการยกร่างบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการขยายสิทธิลงคะแนนเสียงของทาสที่ได้รับการปลดปล่อยเป็นเสรี กลุ่มดังกล่าวพยายามผลักดันอย่างมากให้ขยายครอบคลุมถึงกลุ่มสตรีด้วย แต่ยังคงไม่ประสบความสำเร็จ

ในปี ค.ศ. 1872 ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งฟ้องร้องต่อศาลหลายคดีในประเด็นว่าการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นสิทธิพิเศษ (Privilege) ของประชาชนสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นของผู้หญิงด้วยตามบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับที่ 14 นอกจากนี้ ยังมีการฟ้องร้องคดีอาญากับนางซูซาน แอนโทนีที่ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1872 ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ในคดีแรกศาลสูงสุดวางหลักการไว้ในคดี Minor vs Happersett (1875) ซึ่งศาลตัดสินด้วยมติเอกฉันท์ว่าบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิพิเศษและการคุ้มกัน และบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองที่เท่าเทียมกันของบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 ไม่ได้ขยายครอบคลุมถึงสิทธิลงคะแนนเสียงของผู้หญิง กลุ่มสนับสนุนจึงได้หันไปรณรงค์กับมลรัฐและรัฐสภาให้ออกกฎหมายรับรอง 

ต่อมาในปี ค.ศ. 1878 ได้มีการยื่นเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ขยายสิทธิลงคะแนนเสียงของผู้หญิง ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็มีความพยายามยื่นข้อเสนอในลักษณะดังกล่าวแทบทุกปีเป็นระยะเวลา 41 ปี 

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1890 อาณาเขตไวโอมิ่งในขณะนั้นอนุญาตให้ผู้หญิงมีสิทธิลงคะแนนในการเลือกตั้ง ต่อมาเมื่อไวโอมิ่งได้รับอนุญาตให้เป็นมลรัฐของสหรัฐอเมริกา จึงกลายเป็นมลรัฐแรกที่อนุญาตให้ผู้หญิงมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ก่อนปี ค.ศ. 1900 มลรัฐยูท่าห์ โคโลราโด และไอดาโฮ ก็ออกกฎหมายอนุญาตให้ผู้หญิงมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งเช่นเดียวกับมลรัฐไวโอมิ่ง ในปี ค.ศ. 1912 พรรคก้าวหน้าของธีโอโด รูสเวลส์กลายเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่มีนโยบายสนับสนุนให้ผู้หญิงมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1919 การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ผู้หญิงมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งจำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียงสองในสาม และต้องได้รับการให้สัตยาบันจากมลรัฐต่าง ๆ ด้วย ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1920 มลรัฐทางตอนใต้ของประเทศคัดค้านการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว โดยได้มีการประชุมที่มลรัฐเทนเนสซี่ เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปการให้สัตยาบัน ซึ่งในที่สุดมลรัฐทางใต้ได้ลงมติให้ความเห็นชอบให้สัตยาบันด้วยคะแนนเสียงแบบฉิวเฉียด 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น