วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568

ตลาดล้มเหลวหรือรัฐบาลในกิจการโทรคมนาคม

 ในทางเศรษฐศาสตร์ ความล้มเหลวของตลาด (Market Failure) หมายถึง การที่ตลาดไม่สามารถทำงานตามกลไก เพื่อนำมาซึ่งการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพได้ หรือสถานการณ์ที่ตลาดไม่อาจนำมาซึ่งความ ต้องการของสาธารณะได้ สาเหตุที่ทำให้เกิดความล้มเหลวของตลาด ประกอบไปด้วย การมีอำนาจเหนือตลาด (Market Power) ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร (Imperfect Information) การเกิดผลกระทบภายนอก (Externalities) และสินค้าสาธารณะ (Public Goods) เป็นต้น

สำหรับความล้มเหลวของตลาดในกฎหมายโทรคมนาคมหมายถึงสถานการณ์ที่ตลาดการแข่งขันเสรีไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรและจัดหาสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่เหมาะสม ความล้มเหลวเหล่านี้อาจเกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น การแข่งขันที่ไม่เพียงพอ ขาดข้อมูล ปัจจัยภายนอก และสินค้าสาธารณะ ในโทรคมนาคม ตัวอย่างได้แก่ อัตราค่าเคเบิลที่สูง การเข้าถึงบรอดแบนด์ที่จำกัด และความเสี่ยงในการเลือกปฏิบัติระหว่างผู้ให้บริการเนื้อหาโดยผู้ให้บริการโทรคมนาคม

ตัวอย่างของความล้มเหลวของตลาดโทรคมนาคมมีดังนี้

1. การแข่งขันที่ไม่เพียงพอ เช่น  อำนาจตลาดที่กระจุกตัว เนื่องจากในบางพื้นที่หรือบางบริการ ตลาดโทรคมนาคมถูกครอบงำโดยผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ส่งผลให้ราคาสูงขึ้นและผู้บริโภคมีตัวเลือกน้อยลง หรือเกิดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด เนื่องจากต้นทุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สูงหรืออุปสรรคด้านกฎระเบียบอาจทำให้ผู้เข้าตลาดใหม่แข่งขันกับผู้ให้บริการรายใหญ่ได้ยากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันถูกจำกัดมากขึ้น

2. ขาดข้อมูลหรือข้อมูลในตลาดไม่สมดุล กล่าวคือ การขาดข้อมูลเป็นสถานการณ์ที่บริษัทโทรคมนาคมอาจมีข้อมูลเกี่ยวกับบริการและค่าใช้จ่ายมากกว่าผู้บริโภค ซึ่งอาจนำไปสู่การกำหนดราคาที่ไม่เป็นธรรมหรือแพ็กเกจแบบรวม สำหรับข้อมูลไม่สมดุลคือสถานการณ์ที่ผู้บริโภคอาจไม่ทราบอย่างถ่องแท้ถึงบริการโทรคมนาคมประเภทต่างๆ ที่มีให้บริการหรือต้นทุนที่เกี่ยวข้อง

3. ปัจจัยภายนอก เช่น ผลกระทบต่อเครือข่าย แม้ว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมจะสร้างมูลค่า แต่ผลประโยชน์อาจตกอยู่กับผู้สร้างปริมาณการใช้งานรายใหญ่อย่างไม่สมส่วน ทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์น้อยลง  หรือ ปัจจัยภายนอกเชิงลบ เป็นสถานการณ์ที่การพึ่งพาเครือข่ายส่วนตัวมากเกินไปสำหรับการโทรคมนาคมอาจนำไปสู่ปัญหาปริมาณการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นและผลกระทบเชิงลบอื่นๆ ต่อสังคม

4. สินค้าสาธารณะ เช่น การเข้าถึงบริการบรอดแบนด์หรือบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพราะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล บริการบรอดแบนด์หรือบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง มักถือเป็นสินค้าสาธารณะ ซึ่งหมายความว่าเป็นประโยชน์ต่อทุกคน แต่การให้บริการดังกล่าวอาจไม่สร้างกำไรเพียงพอสำหรับบริษัทเอกชนที่จะรับประกันการเข้าถึงอย่างทั่วถึง

5. ความล้มเหลวอื่นๆ เช่น การขาดการเชื่อมต่อโครงข่าย เนื่องจากในบางกรณี บริษัทโทรคมนาคมอาจไม่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายของตนได้เพียงพอ ซึ่งจำกัดความสามารถของผู้บริโภคในการสื่อสารระหว่างกัน หรือเกิดสถานการณ์การเลือกปฏิบัติด้านคุณภาพของบริการที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอาจใช้คุณภาพของบริการเพื่อเลือกปฏิบัติต่อผู้ให้บริการเนื้อหาบางราย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเลือกและการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภค

นอกจากนี้ ตัวอย่างความล้มเหลวของตลาดโทรคมนาคมที่เกิดขึ้น เช่น อัตราค่าเคเบิลที่เพิ่มขึ้น ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่พระราชบัญญัติโทรคมนาคมปี ค.ศ. 1996 อัตราค่าเคเบิลได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเกินอัตราเงินเฟ้อ ตามการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยอินเดียนาบลูมิงตัน ซึ่งรายงานในเอกสารเกี่ยวกับความล้มเหลวของการแข่งขัน อีกตัวอย่างหนึ่งคือการเข้าถึงบรอดแบนด์ที่จำกัด ในบางพื้นที่ การเข้าถึงบรอดแบนด์จำกัดเฉพาะในพื้นที่เฉพาะ โดยเฉพาะพื้นที่ชนบท ทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้

ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ได้รับความสนใจในปัจจุบัน คือปัญหาด้านคุณภาพของบริการ บริษัทโทรคมนาคมอาจให้ความสำคัญกับปริมาณการรับส่งข้อมูลหรือเนื้อหาบางประเภทมากกว่าประเภทอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพของบริการสำหรับผู้บริโภค เพื่อแก้ไขปัญหาความล้มเหลวของตลาดเหล่านี้ หน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบายมักจะเข้ามาแทรกแซงผ่านกฎระเบียบ นโยบายการแข่งขัน และการอุดหนุน ตัวอย่างเช่น กฎระเบียบสามารถใช้เพื่อรับรองการเชื่อมต่อ ป้องกันการเลือกปฏิบัติ และส่งเสริมการแข่งขัน เงินอุดหนุนสามารถใช้เพื่อกระตุ้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่ได้รับบริการเพียงพอ

อย่างไรก็ตามในอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ตลาดล้มเหลวอาจไม่ใช่สาเหตุหรือปัญหาเดียว อาจเกิดปัญหารัฐบาลล้มเหลว เพราะรัฐบาลคือหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาความล้มเหลวของตลาดในการจัดสรรทรัพยากรบางชนิด แต่การทำงานของรัฐบาลเองก็นำไปสู่ความล้มเหลวได้เช่นกัน โดยอาจแบ่งเป็นความล้มเหลว 2 ประเภทคือ ความล้มเหลวเชิงปฏิบัติการ กล่าวคือปัญหาในกระบวนการราชการและบัญญัติกฎหมาย ซึ่งเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชัน อิทธิพลทางการเมือง ขาดการกำกับดูแลที่เพียงพอ และใช้ต้นทุนที่สูงเกินไป อีกประการคือความล้มเหลวเชิงนโยบาย โดยการดำเนินนโยบายสร้างต้นทุนมากกว่าประโยชน์ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ หรือเข้าไปข้องเกี่ยวกับกิจกรรมที่ภาคเอกชนทำได้ดีอยู่แล้วและภาครัฐไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องยื่นมือเข้าไปแทรกแซง การแทรกแซงอาจก่อให้เกิดผลร้ายมากกว่ากรณีที่รัฐบาลปล่อยให้ตลาดทำงานเอง แม้จะไม่สมบูรณ์ก็ตาม ดังนั้น ในการพิจารณาระบุปัญหาหรือสาเหตุที่เกิดขึ้นในตลาดอาจต้องคำนึงถึงทั้งความล้มเหลวของตลาดและรัฐบาล ควรต้องระบุให้ได้ว่าเป็นตลาดหรือรัฐบาลที่ล้มเหลวก่อนจะออกแบบเครื่องมือในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว   

หลักการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (Originality) และมาตรฐานของไทย

แม้ว่าลิขสิทธิ์จะมีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนกลับไปถึงอารยธรรมโบราณ แนวคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เกิดขึ้นในอังกฤษในศตวรรษที่ 18 ลิขสิทธิ์เข้าสู่เวทีระหว่างประเทศเป็นครั้งแรกด้วยอนุสัญญาเบิร์น (กันยายน พ.ศ. 2429) อนุสัญญาระหว่างประเทศดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อให้การคุ้มครองงานวรรณกรรม ละคร ดนตรี และภาพยนตร์ดั้งเดิม เนื่องจากอนุสัญญาระห่างประเทศไม่ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "ต้นฉบับ" (Original) ไว้ จึงขึ้นอยู่กับประเทศสมาชิกที่จะตัดสินใจว่าอะไรอยู่ภายใต้ขอบเขตของงานต้นฉบับ กฎหมายลิขสิทธิ์เป็นชุดแนวคิดทางกฎหมายที่ให้สิทธิแก่ผู้สร้างสรรค์งานต้นฉบับในการควบคุมการใช้และการเผยแพร่ผลงานของตน

ความหมายของความคิดริเริ่ม

พจนานุกรม Collins อธิบายว่าต้นฉบับหรืออาจเรียกว่าความคิดริเริ่มต้องเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือมีอยู่มาก่อน เกณฑ์สำหรับความคิดริเริ่มมีไว้เพื่อให้สร้างหลักประกันว่ากฎหมายลิขสิทธิ์จะให้ความคุ้มครองเฉพาะผลงานที่สร้างสรรค์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเท่านั้น นอกจากนี้ยังช่วยลดการใช้ลิขสิทธิ์เพื่อลดทอนหรือจำกัดความคิดริเริ่มและความคิดสร้างสรรค์ใหม่อื่นๆ แม้ว่าปัจจุบันประเทศต่างๆ มีข้อกำหนดสำหรับความคิดริเริ่มที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว ผลงานจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในบางรูปแบบจึงจะผ่านเกณฑ์ความคิดริเริ่ม ซึ่งบ่งชี้ว่าผลงานไม่สามารถเป็นเพียงการทำซ้ำผลงานของบุคคลอื่นได้ แต่จะต้องมีการแสดงออกที่เป็นต้นฉบับ

โดยทั่วไปกฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองผลงานต้นฉบับของวรรณกรรม ละคร ดนตรี และศิลปะ โดยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนลิขสิทธิ์เพื่อรับลิขสิทธิ์หรือบังคับใช้ลิขสิทธิ์ผ่านการฟ้องร้องละเมิดลิขสิทธิ์ แต่การจดทะเบียนลิขสิทธิ์เป็นเพียงหลักฐานเบื้องต้นว่า ผลงานเป็นต้นฉบับและป้องกันการใช้งานผลงานโดยไม่ได้รับอนุญาต การจดทะเบียนลิขสิทธิ์ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าของเท่านั้น การคุ้มครองควรเป็นไปโดยอัตโนมัติทันทีที่มีการสร้างผลงานขึ้น

ตัวอย่างเช่น กฎหมายลิขสิทธิ์ในสหรัฐอเมริกาคุ้มครอง “ผลงานต้นฉบับของผู้ประพันธ์ซึ่งบรรจุอยู่ในสื่อการแสดงออกทางกายภาพใดๆ” เพื่อให้ถือว่าผลงานเป็นผลงานต้นฉบับในสหรัฐอเมริกา ผลงานนั้นจะต้องสร้างขึ้นเองและมีความคิดสร้างสรรค์เล็กน้อย ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าความคิดสร้างสรรค์ในระดับหนึ่ง ผลงานจะไม่ถือเป็นผลงานต้นฉบับหากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดสองข้อนี้ ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์สำหรับผล งานดังกล่าว

นอกจากนี้ กฎหมายลิขสิทธิ์ยังกำหนดให้ผลงานต้อง “ถูกบันทึกไว้ในสื่อการแสดงออกทางกายภาพและจับต้องได้” นั่นหมายความว่าจะต้องมีการบันทึกความพยายามหรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง การจำกัดนี้ช่วยป้องกันการใช้ลิขสิทธิ์ในการปกป้องแนวคิดที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ดังที่ศาลฎีกากล่าวไว้อย่างถูกต้องในคดีRG Anand v. Deluxe Films ว่าแนวคิดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถมีลิขสิทธิ์ได้ แนวคิดจะต้องแสดงออกมาในรูปแบบทางกายภาพ

ในอินเดีย กฎหมายลิขสิทธิ์ให้การคุ้มครองเฉพาะผลงานวรรณกรรม ละคร ศิลปะ และดนตรีที่ "เป็นต้นฉบับ" เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์และการบันทึกเสียงไม่จำเป็นต้องเป็นผลงานต้นฉบับจึงจะได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ลิขสิทธิ์จะไม่มีอยู่ในภาพยนตร์หากภาพยนตร์ส่วนใหญ่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผลงานอื่น ภาพยนตร์ที่พากย์เป็นภาษาอื่นจะอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายลิขสิทธิ์ และผู้สร้างมีสิทธิ์ในคำบรรยายและผลงานพากย์เสียง

สำหรับในประเทศไทย พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์บัญญัติให้ผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานที่ตนได้สร้างสรรค์ ขึ้น และมาตรา 4ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "ผู้สร้างสรรค์" ไว้ว่า หมายถึง ผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานโดยความคิดริเริ่มของตนเอง จากคำจำกัดความดังกล่าวผู้ที่จะได้ชื่อ ว่าเป็นผู้สร้างสรรค์นั้น จะต้องเป็นผู้ที่ทำหรือก่อให้เกิดงานขึ้นจากความคิดริเริ่มด้วยตนเอง มิใช่เป็นการลอกเลียนแบบจากของจริงจากธรรมชาติ หรือลอกเลียนแบบจากงานผู้อื่น ทั้งที่ปรากฏเป็นรูปร่างหรือภาพถ่าย และในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6182/2533 ระบุว่างานที่โจทก์อ้างว่าโจทก์มีลิขสิทธิ์ตามฟ้องนั้น เป็นงานที่เกิดจากการถอด รูปแบบมาจากของจริงตามธรรมชาติบ้าง ลอกเลียนแบบจากความคิดริเริ่มของผู้อื่นที่ได้สร้างสรรค์ ไว้แล้วบ้าง และลอกเลียนแบบจากนิตยสารอื่น ๆ บ้าง งานของโจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่เป็นงานที่โจทก์สร้างสรรค์ ขึ้นโดยความคิดริเริ่มของโจทก์เอง โจทก์จึงมิใช่ผู้สร้างสรรค์ ตามความหมายแห่งมาตรา 4ของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 จึงไม่มีลิขสิทธิ์ในแบบรูปปั้นหล่อทองเหลืองตามฟ้อง ซึ่งมีการวิจารณ์ว่าการตีความกฎหมายลิขสิทธิ์ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จะเป็นผลให้กฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยมีเงื่อนไขแห่งการที่จะได้รับลิขสิทธิ์ที่ยากยิ่ง และยังจะอยู่ในสถานะที่แตกต่างจากหลักที่ถือกันอยู่ทั่วไปในกฎหมายลิขสิทธิ์ของต่างประเทศด้วย กล่าวคือ หลักพื้นฐานประการแรกของกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นมิได้มุ่งที่จะคุ้มครองตัวความคิด (idea) เหมือนอย่างกฎหมายสิทธิบัตร หากแต่มุ่งที่จะคุ้มครองการแสดงออกของความคิด (expression) ในรูปแบบต่าง ๆดังนั้นกฎหมายลิขสิทธิ์จึงมิได้เน้นหรือให้ความสำคัญแก่ความคิดของงานว่าจะได้มาจากไหน แต่จะเน้นที่รูปแบบการแสดงออกว่าจะต้องเป็นรูปแบบที่ผู้สร้างจัดทำขึ้นเองโดยมิได้ไปลอกแบบมาจากงานของผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ งานภาพถ่ายจึงมีลิขสิทธิ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายของคน สัตว์ หรือสิ่งของที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ดังตัวอย่างในคดี Burrow-LithographicCo.v.Sarony ซึ่งศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาตัดสินว่า โจทก์เป็นผู้ถ่ายภาพของ OscarWildeนักเขียนที่มีชื่อ จึงเป็นผู้ได้ลิขสิทธิ์ในภาพถ่ายนั้น จำเลยทำสำเนาภายถ่ายนี้ออกจำหน่ายจึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์ เพราะภาพถ่ายนั้นเป็นงานอันมีต้นกำเนิดมาจากโจทก์เอง โดยโจทก์เป็นผู้จัดวางท่าทาง คัดเลือกเครื่องแต่งตัวและเครื่องประดับอื่น ๆแนะนำการออกสีหน้าและแววตา จัดสีและเงา สิ่งเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นภาพถ่ายที่เป็นผลมาจากน้ำพักน้ำแรงของโจทก์ทั้งสิ้น (ดูเอกสารประกอบการฝึกอบรมผู้พิพากษา หลักสูตรกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเรื่อง "องค์ประกอบของงานอันมีลิขสิทธิ์" โดย ผศ.ชัชชัยศุภผลศิริ หน้า 10-13)

ข้อพิจารณาอีกประการหนึ่งก็คือ คำว่า "Original" ในกฎหมายลิขสิทธิ์นั้น มีความหมายแตกต่างกับคำว่า "novel" หรือ "ใหม่"ในกฎหมายสิทธิบัตรอย่างชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นคนละเรื่อง เพราะคำว่าใหม่ในกฎหมายสิทธิบัตรนั้นหมายถึงใหม่ในตัวความคิดที่เป็นที่มาของสิ่งประดิษฐ์โดยต้องใหม่ที่สุดในโลก คือต้องเป็นความคิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย แต่คำว่า original ในกฎหมายลิขสิทธิ์คงมีความหมายเพียงว่างานนั้นผู้สร้างสรรค์ได้สร้างทำขึ้นเองโดยใช้ความอุตสาหะของตนมิได้ลอกแบบมาจากงานของผู้อื่นเท่านั้นหาจำต้องเป็นงานใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเหมือนในเรื่องสิทธิบัตรไม่

 

ต่อมามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5202/2552 วางหลักว่างานที่จะได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานศิลปกรรมแม้กฎหมายจะไม่ได้มุ่งประสงค์ให้งานนั้นต้องมีคุณค่าทางศิลปะ แต่ก็ต้องเป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยตนเอง (Originality) ในลักษณะที่ควรจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย มิใช่เป็นเพียงงาน (Work) ซึ่งทำขึ้นโดยทั่วไปเท่านั้น
ภาพกราฟฟิครูปประกายดาว (STARBURST) ของโจทก์ทั้งสอง แม้จะมีความแตกต่างจากรูปประกายดาวของจำเลย แต่ความแตกต่างดังกล่าวยังเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยและไม่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่จะเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ในคดีนี้ โจทก์ที่ 2 ได้ว่าจ้างให้บริษัท ด. เป็นผู้ออกแบบงาน โดยมี อ. เป็นผู้ดำเนินการ มีการปรับเปลี่ยนร่างหลายครั้งใช้เวลากว่า 5 เดือน จึงเป็นการสร้างงานดังกล่าวขึ้นด้วยตนเอง ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์ที่สร้างขึ้นมีลักษณะเป็นโมเลกุลและแสดงออกถึงพลังและอานุภาพของเม็ดผงซักฟอกสีฟ้า แม้ภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์จะเป็นรูปทรงกลมอันเป็นรูปทรงเรขาคณิตทั่วไป แต่ก็เป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้นและสี โดยไม่ได้ลอกเลียนหรือดัดแปลงมาจากงานที่มีอยู่เดิมจึงแสดงให้เห็นถึงความเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) ที่สร้างขึ้นด้วยตนเอง จึงมีลักษณะเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม อันได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
อ. เป็นผู้สร้างงานขึ้น โดยภาพวาดรูปมือในงานนั้นมีลักษณะของการจัดวางมือทั้งสองข้างที่จับอยู่บนเสื้อ ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้นและสี เมื่อไม่เป็นการลอกเลียนหรือดัดแปลงมาจากงานที่มีอยู่เดิม ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเป็นงานสร้างสรรค์ (Original) ที่สร้างขึ้นด้วยตนเอง จึงมีลักษณะเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม อันได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แม้ต่อมาจะมีการนำงานนี้ไปใช้ในทางการค้าก็ไม่เป็นเหตุขาดคุณสมบัติที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ข้อความที่ว่า "สูตรมาตรฐาน สำหรับซักมือ" เป็นเพียงคำสามัญทั่วไปที่ระบุถึงคุณสมบัติของสินค้ามากกว่าที่จะสร้างคำบรรยายดังกล่าวในแง่ของงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมในตัวเอง จึงไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้ อ. นำมาใช้ประกอบกับภาพวาดรูปมือและประสงค์จะใช้เป็นงานชิ้นเดียวกัน แต่ก็เห็นได้ว่า ในการสร้างงานขึ้นมานี้ ภาพวาดกับคำบรรยายดังกล่าวสามารถแยกส่วนออกจากกันได้อย่างชัดเจน ในส่วนของคำบรรยายจึงไม่ได้รับความคุ้มครองในลักษณะของงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมทั้งภาพ
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 บัญญัติว่า "งานศิลปประยุกต์ ได้แก่ งานที่นำเอางานตาม (1) ถึง (6) อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น เช่น นำไปใช้สอย นำไปตกแต่งวัสดุหรือสิ่งของอันเป็นเครื่องใช้ หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า" วัตถุประสงค์ของการให้ความคุ้มครองงานศิลปประยุกต์จึงหมายถึงการนำงานศิลปกรรมลักษณะงานต่าง ๆ มาใช้ในลักษณะที่เกิดประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าว เมื่อภาพกราฟฟิคบลูเพาเวอร์กับภาพวาดรูปมือเป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม และถูกนำไปใช้ประกอบกันบนซองบรรจุภัณฑ์ เพื่อประกอบเครื่องหมายการค้า ภาพและข้อความอื่น ๆ อันเป็นการนำเอางานศิลปกรรมไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า การออกแบบซองบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นงานศิลปประยุกต์

อนึ่ง ควรสังเกตว่าหลักการสำคัญประการหนึ่งของกฎหมายลิขสิทธิ์คือแนวคิดเรื่อง “ความคิดริเริ่ม” ผลงานจะต้องเป็นผลลัพธ์จากความพยายามสร้างสรรค์ที่เป็นอิสระ และต้องแสดงให้เห็นถึงระดับความคิดสร้างสรรค์ขั้นต่ำเพื่อให้มีคุณสมบัติสำหรับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ความคิดริเริ่มไม่จำเป็นต้องมีความแปลกใหม่โดยสิ้นเชิงหรือนวัตกรรมที่ก้าวล้ำ แต่มุ่งเน้นไปที่การแสดงออกส่วนตัวของผู้เขียนและทางเลือกดั้งเดิมที่ใช้ในการสร้างงาน ผลงานจะต้องแสดงให้เห็นถึงทางเลือกสร้างสรรค์หรือองค์ประกอบดั้งเดิมในระดับหนึ่ง ซึ่งสะท้อนถึงทักษะ การตัดสินใจ และความคิดเห็นทางปัญญาของผู้เขียน สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าความคิดริเริ่มมักเกี่ยวข้องกับการแสดงออกของแนวคิดมากกว่าแนวคิดพื้นฐาน การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่ได้ขยายไปถึงแนวความคิด ความคิด หรือข้อเท็จจริง เนื่องจากถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณสมบัติ อย่างไรก็ตาม ลักษณะเฉพาะที่ความคิดเหล่านั้นแสดงออก เช่น การจัดเรียงคำ การเลือกสี หรือการแต่งเพลง อาจอยู่ภายใต้การคุ้มครองลิขสิทธิ์ได้ หากเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความคิดริเริ่ม

ในการพิสูจน์ความคิดริเริ่ม ศาลมักจะพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น ผลงานสร้างสรรค์โดยอิสระของผู้ประพันธ์ ระดับความคิดสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้อง จำนวนทักษะและความพยายามที่ลงทุนไป และลักษณะเด่นหรือการแสดงออกในงานนั้นๆ มาตรฐานของความคิดริเริ่มอาจแตกต่างกันไปในระดับหนึ่งในแต่ละเขตอำนาจศาล เนื่องจากกฎหมายลิขสิทธิ์อาจแตกต่างกันในข้อกำหนดเฉพาะและเกณฑ์สำหรับความคิดริเริ่ม
แนวคิดนี้ได้รับการตอบสนองจากศาลทั่วโลกหลายกรณี โดยศาลหลายแห่งใช้และตีความมาตรฐานความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในรูปแบบเฉพาะของตนเอง อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไป ศาลมักจะตัดสินว่ามาตรฐานสำหรับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นั้นต่ำมาก และผลงานหลากหลายประเภทสามารถถือได้ว่ามีความเป็นเอกลักษณ์และได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์

 

วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2567

ปัญหากฎหมายลิขสิทธิดนตรีในยุคดิจิทัล

 ดนตรีต้องอาศัยชุดภาษาและโนเดียวกันและชุดเครื่องมือพื้นฐานที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ นักวิชาการด้านดนตรีได้ตั้งข้อสังเกตว่าดนตรีที่ไม่มี "ความซ้ำซาก" ในระดับหนึ่ง ซึ่งเกิดจากลักษณะทั่วไปของเพลงหลายๆ เพลง มักจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกแตกต่าง แล้วนักแต่งเพลงควรสร้างสรรค์ผลงานต่อไปอย่างไรเมื่อองค์ประกอบสำคัญของภาษาเพลงร่วมกันของพวกเขาถูกอ้างสิทธิ์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ประเด็นสำคัญในการถกเถียงว่าลิขสิทธิ์เพลงต้องปรับตัวอย่างไรในยุคดิจิทัล ประเด็นนี้ได้รับการยกตัวอย่างล่าสุดในคดีระหว่างเอ็ด ชีแรน นักร้องที่ครองชาร์ตเพลงและทายาทของเอ็ด ทาวน์เซนด์ นักร้องนักแต่งเพลง ซึ่งกล่าวหาว่าชีแรนละเมิดลิขสิทธิ์ในเพลงบัลลาดยอดนิยมของเขาที่ชื่อ Thinking Out Loud ทาวน์เซนด์ร่วมเขียนเพลงLet's Get it On ซึ่งเป็น เพลงปลดปล่อยทางเพศในปี ค.ศ. 1973 กับมาร์วิน เกย์ นักร้องแนวอาร์แอนด์บีและโซลชาวอเมริกัน และเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มรดกของทาวน์เซนด์ที่ยื่นฟ้องโดยอ้างว่าชีแรนลอกเลียนเพลงดังกล่าวจากเพลง Thinking Out Loud ของเขา คดีความเหล่านี้ยื่นฟ้องในสหรัฐอเมริกา 

ทั้งนี้  มีสองกรณีที่เกี่ยวข้องกับเพลง Let's Get It On และ Thinking Out Loud ซึ่งบทความนี้จะเน้นไปที่กรณีที่สองซึ่งฟ้องโดยมรดกของทาวน์เซนด์และลูกสาวทางสายเลือดของเขา แคธริน กริฟฟิน ทาวน์เซนด์ คดีนี้พิจารณาในเดือนพฤษภาคม 2023 แม้ว่ากริฟฟิน ทาวน์เซนด์จะยื่นฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 2018 ชีแรนพยายามยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่ากฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯ คุ้มครองเฉพาะแผ่นโน้ตเพลงของ เพลง Let's Get It On เท่านั้น เพลงทั้งสองเพลงไม่คล้ายคลึงกันเพียงพอ องค์ประกอบที่เหมือนกันของเพลงทั้งสองเพลงเป็นองค์ประกอบทางดนตรีที่เหมือนกัน และแม้ว่ากริฟฟิน ทาวน์เซนด์จะเป็นลูกสาวทางสายเลือดของทาวน์เซนด์ แต่ต่อมาเธอก็ได้รับการรับเลี้ยง

ผู้พิพากษาสแตนตันปฏิเสธคำร้องขอให้ยกฟ้องนี้ เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันมากเกินไปจนไม่สามารถ"ตัดสินว่าไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย" ได้ การพิจารณาคดีสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2023 เนื่องจากล่าช้าเนื่องมาจากคดีที่คล้ายกันซึ่งเกี่ยวข้องกับเพลง Stairway to Heavenของวง Led Zeppelin และการระบาดของโควิด 19

ในกรณีนี้มีปัญหาสำคัญหลายประการ ประการแรก เพลงทั้งสองอยู่ภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ที่แตกต่างกัน Let's Get it On เผยแพร่ในปี ค.ศ. 1973 ดังนั้นจึงอยู่ภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ปี ค.ศ. 1909 มากกว่ากฎหมายลิขสิทธิ์ปี ค.ศ. 1976 ในสหรัฐอเมริกา กฎหมายลิขสิทธิ์ปี ค.ศ. 1909 กำหนดให้ต้องส่งผลงานดนตรีไปยังสำนักงานลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกาในรูปแบบโน้ตดนตรี ไม่ใช่การบันทึกเสียง ในทางตรงกันข้าม กฎหมายลิขสิทธิ์ปี ค.ศ. 1976 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1978 อนุญาตให้มีลิขสิทธิ์การบันทึกเสียง ซึ่งหมายความว่าแม้ว่าคณะลูกขุนจะฟัง การบันทึกเสียง Thinking Out Loud ในการพิจารณาคดีได้ แต่จะได้รับอนุญาตให้ฟังการบันทึกเสียง Let's Get it On ที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์เท่านั้น

นอกจากนี้ ไม่สามารถขอรับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์สำหรับแนวคิดได้ แต่สามารถขอรับการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ได้เฉพาะ “การแสดงออกที่จับต้องได้” เท่านั้น กฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริการะบุว่าลิขสิทธิ์ไม่ได้คุ้มครอง “แนวคิด ขั้นตอน กระบวนการ ระบบ วิธีการดำเนินการ แนวคิด [หรือ] หลักการใดๆ” ที่รวมอยู่ในผลงานการพิสูจน์การละเมิดลิขสิทธิ์ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยได้คัดลอกผลงานที่เป็นปัญหาและการคัดลอกนั้น “ไม่เหมาะสม” ซึ่งหมายความว่าจำเลยได้คัดลอกเนื้อหาที่ได้รับการคุ้มครองจำนวนมาก ซึ่งอาจรวมถึงการพิสูจน์ว่าจำเลยมีสิทธิ์เข้าถึงเนื้อหาที่คัดลอกมาอย่างสมเหตุสมผล และแสดงให้เห็นว่าผลงานที่เป็นปัญหามีความคล้ายคลึงกันในระดับมาก 

หากเป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว จำเลยต้องพิสูจน์ว่าไม่ได้คัดลอกผลงานดังกล่าว โดยอาศัยการป้องกันตน เช่น การสร้างสรรค์โดยอิสระ ทั้งสองฝ่ายได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีเพื่อโต้แย้งในทางเทคนิคเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์และต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ คดีละเมิดลิขสิทธิ์มุ่งเน้นไปที่ความคล้ายคลึงกันของความคืบหน้าของคอร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีของโจทก์ Alexander Stewart ได้สังเกตเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างจังหวะนอกจังหวะที่ใช้ในการเล่นความคืบหน้าของคอร์ดในเพลงทั้งสองเพลง เขาอ้างว่าการผสมผสานระหว่างความคืบหน้าของคอร์ดนี้กับจังหวะนอกจังหวะเกิดขึ้นในเพลงอื่นเพียงเพลงเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นเพลงคัฟเวอร์ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักของ Georgy Girl จากปี ค.ศ. 1966 ทนายความของโจทก์ยังได้เปิดวิดีโอที่เรียกว่า "ปืนควันหลง" ซึ่ง Sheeran เล่นเพลงทั้งสองเพลงที่เป็นปัญหาในลักษณะผสมผสานกัน ทีมของชีแรนโต้แย้งข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างแข็งกร้าว ฝ่ายจำเลยใช้รายละเอียดทางดนตรีเป็นหลักและยังใช้ประโยชน์จากบุคลิกของชีแรนอีกด้วย ถึงแม้ว่าเกย์และทาวน์เซนด์จะไม่ได้ร่วมในการพิจารณาคดีนี้ แต่ชีแรนก็สามารถให้การโดยเล่นกีตาร์และร้องเพลงได้

ข้อโต้แย้งทางดนตรีวิทยาของฝ่ายจำเลยมีประเด็นสำคัญสามประการ: ประการแรก พวกเขาโต้แย้งว่าการดำเนินคอร์ดนั้นทั่วไปเกินไปจนไม่สามารถคุ้มครองลิขสิทธิ์ได้ พวกเขาอ้างว่ามันเป็น "ส่วนประกอบ" ของดนตรี และด้วยเหตุนี้ นักดนตรีทุกคนจึงสามารถใช้มันได้อย่างอิสระ ลอว์เรนซ์ เฟอร์รารา นักดนตรีวิทยาของฝ่ายจำเลยได้แสดงให้เห็นสิ่งนี้โดยอ้างถึงการดำเนินคอร์ดที่ปรากฏในสื่อการศึกษา เช่น "วิธีเล่นเปียโนร็อคแอนด์โรล" ประการที่สอง ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าการผสมผสานระหว่างจังหวะและความก้าวหน้าของคอร์ดไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ และเฟอร์ราราได้ยกตัวอย่าง 6 กรณีเพื่อแสดงให้เห็นสิ่งนี้ และประการที่สาม Sheeran แสดงให้เห็นว่ามีข้อแตกต่างเล็กน้อยระหว่างความคืบหน้าของคอร์ดทั้งสอง คอร์ดที่สองในความคืบหน้าของ Sheeran แตกต่างจากคอร์ดในLet's Get it On เพียงหนึ่งโน้ต แม้ว่าคอร์ดทั้งสองนี้จะมีหน้าที่เดียวกันในความคืบหน้า ทำให้เป็นเทียบเท่าทางดนตรีของคำพ้องความหมาย แต่ความแตกต่างนี้ทำให้ความคล้ายคลึงกันลดน้อยลง และฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าประเด็นวิดีโอที่ผสมผสานกัน โดยระบุว่าการผสมผสานกันเป็นองค์ประกอบที่พบบ่อยในการแสดงสดของชีแรน ชีแรนได้แสดงให้เห็นโดยการแสดงเพลง Thinking Out Loud และเล่นเพลงสามเพลงที่แตกต่างกัน รวมถึงเพลง You're Still the One ของ Shania Twain และเพลง Just Like a Woman ของ Bob Dylan

ทั้งนี้ คณะลูกขุนตัดสินให้ Sheeran ชนะคดีหลังจากใช้เวลาพิจารณาคดีนานถึง 3 ชั่วโมงครอบครัว Townsend ตั้งใจที่จะยื่นอุทธรณ์การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญในบริบทของคดีละเมิดลิขสิทธิ์เพลงยอดนิยมที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ การเพิ่มขึ้นนี้อาจเกิดจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ในระดับที่กว้างที่สุด การสตรีมออนไลน์ทำให้ไม่เพียงแต่เพลงที่แต่งขึ้นในปัจจุบันหลายล้านเพลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแคตตาล็อกเพลงประวัติศาสตร์จำนวนมหาศาลด้วย ซึ่งทำให้การละเมิดลิขสิทธิ์โดยเจตนาทำได้ง่ายขึ้นและการละเมิดลิขสิทธิ์โดยไม่ตั้งใจก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในการผสานรวมและนำงานศิลปะเก่ากลับมาใช้ใหม่ในวัฒนธรรมดิจิทัล เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศการฟ้องร้องกันเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการตลาดที่ค่อนข้างใหม่ในการเป็นเจ้าของแคตตาล็อกซึ่งดำเนินการโดยสำนักพิมพ์ เช่น Primary Wave ซึ่งหมายความว่าสำนักพิมพ์สนับสนุนให้ศิลปินของตนใช้ตัวอย่างแคตตาล็อกที่ตนเป็นเจ้าของเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการนำกลับมาใช้ใหม่และรีไซเคิลในเพลงยอดนิยม นอกจากนี้ สำนักพิมพ์เหล่านี้ยังมีแรงจูงใจที่จะฟ้องร้องศิลปินที่รู้สึกว่าเป็นการละเมิดเนื้อหาที่ตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงกล่าวได้ว่าคดีของ Sheeran เป็นเพียงคดีล่าสุดในบรรดาคดีละเมิดลิขสิทธิ์เพลงที่มีชื่อเสียงหลายคดีที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คดีอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ คดีที่ทายาทของ Gaye ฟ้อง Robin Thicke และ Pharrell Williams ในปี 2015 (ในที่สุดมรดกของ Gaye ก็ได้รับค่าเสียหาย 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐ) และข้อกล่าวหาละเมิดลิขสิทธิ์ที่ยื่นฟ้อง Led Zeppelin และ Katy Perry ในปี 2020 และ 2022 ตามลำดับ  แต่จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นและธรรมชาติที่ซับซ้อนมากขึ้นของคดีละเมิดลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวทำให้เกิดคำถามหลายประการในอนาคต

ในปัจจุบัน ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของเพลงมักจะอยู่ที่เสียงและการผลิตมากกว่าทำนองหรือเนื้อเพลง บางทีการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นเรื่องนี้อาจช่วยปกป้องลักษณะเด่นที่กลายมาเป็นส่วนที่มีเอกลักษณ์และเป็นต้นฉบับที่สุดของเพลง ในขณะเดียวกันก็อนุญาตให้มีภาษาทางดนตรีร่วมกัน ประการที่สอง ต้องยอมรับว่าในยุคดิจิทัลที่การนำวัสดุทางศิลปะอื่นๆ มาใช้ซ้ำและอ้างอิงถึงนั้นเป็นเรื่องง่ายและเป็นที่นิยมนักวิชาการบางคนเสนอว่าอาจจะจำเป็นต้องมีกรอบทางกฎหมายใหม่เพื่อให้ศิลปินได้รับประโยชน์จากแนวทางปฏิบัตินี้ แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การขจัดแนวทางปฏิบัตินี้


คดีผูกขาดการแข่งขันของบริษัทกูเกิ้ล

ในปี ค.ศ. 2024 มีการฟ้องร้องข้อหาป้องกันการผูกขาดต่อบริษัทกูเกิ้ล (Google) ซึ่งถือเป็นการฟ้องร้องคดีป้องกันการผูกขาดที่โดดเด่นที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของคดีป้องกันการผูกขาดเหนือบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ตั้งแต่มีการตกลงกันในคดีป้องกันการผูกขาดของบริษัท Microsoft ในปี ค.ศ. 1998 ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้มีคำตัดสินบทลงโทษ ข้อจำกัด หรือแนวทางแก้ไขสำหรับการผูกขาดของกูเกิ้ล แต่คดีนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ รายอื่นๆ และอาจเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายสำหรับคดีป้องกันการผูกขาดในอนาคต เพราะมีความกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจของกูเกิ้ล อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเครื่องมือสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตและทางเลือกของผู้บริโภคในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อื่นๆ

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางได้ตัดสินว่า บริษัทกูเกิ้ลมีอำนาจเหนือตลาดในบริการสืบค้นและการโฆษณาออนไลน์ในคดีที่ยื่นฟ้องโดยกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา (DOJ) ในปี ค.ศ. 2020 และมีอัยการสูงสุดของรัฐมากกว่า 30 คนร่วมพิจารณาด้วย โดยให้เหตุผลว่ามีข้อกังวลเกี่ยวกับการครอบงำตลาดของกูเกิ้ลในตลาดบริการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ต และกล่าวหาว่ากูเกิ้ลกำลังใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายเพื่อสกัดกั้นบริการและเครื่องมือสืบค้นของบริษัทคู่แข่ง เช่น Bing และ DuckDuckGo โดยกูเกิ้ลได้ทำสัญญากับบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง รวมถึงเบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ตและผู้ผลิตสมาร์ทโฟน เช่น Apple และ Android เพื่อเป็นเครื่องมือสืบค้นเริ่มต้นบนอุปกรณ์เหล่านี้ ซึ่งส่งผลกดดันให้คู่แข่งออกไปตลาดและหยุดไม่ให้คู่แข่งได้ส่วนแบ่งทางการตลาด เนื่องจากตลาดการสืบค้นของกูเกิ้ลมีอำนาจเหนือตลาดกว่าอย่างมากและมีอำนาจผูกขาดในบริหาร Google Chrome, Google Ad Network, Google Ads Hub, Google Analytics และ Google Tag Manager อย่างแยกไม่ออก ซึ่งแสดงถึงอำนาจผูกขาดเมื่อสร้างความเสียหายให้กับตลาด 

คำตัดสินของผู้พิพากษา Amit Mehta เห็นด้วยกับกระทรวงยุติธรรมที่ว่า กูเกิ้ลเป็นผู้ผูกขาดในกิจการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตโดยสามารถห้ามคู่แข่งในบริการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตและรายได้จากโฆษณาที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทกูเกิ้ลสามารถเพิ่มราคาโฆษณาดิจิทัลและครองตลาดได้มากขึ้น โดยกูเกิ้ลมีส่วนแบ่งการตลาดบริการสืบค้นทั่วไป 89.2% ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 94.9% บนอุปกรณ์พกพา ดังนั้น พฤติกรรมของกูเกิ้ล ถือเป็นการละเมิดมาตรา 2 ของกฎหมายป้องกันการผูกขาด ซึ่งห้ามไม่ให้ธุรกิจหรือบุคคลผูกขาดการค้าหรือการพาณิชย์ระหว่างรัฐ รวมถึงการพยายามหรือสมคบคิดเพื่อผูกขาด อย่างไรก็ตาม กูเกิ้ล ได้ประกาศว่าจะอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว โดยอ้างว่าจะจำกัดผู้บริโภคจากการเข้าถึงเครื่องมือสืบค้นที่ตนต้องการ 

อนึ่งที่ผ่านมา เคยมีคำตัดสินของศาลฎีกาเกี่ยวกับคดีป้องกันการผูกขาดกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น คดีป้องกันการผูกขาดของไมโครซอฟต์ในปี พ.ศ. 2542 ซึ่งระบุว่าไมโครซอฟต์ผูกขาดตลาดแอพปริเคชั่นบนเว็บโดยเชื่อมโยงระบบปฏิบัติการ Windows เข้ากับ Internet Explorer ในกรณีดังกล่าว ไมโครซอฟต์ได้ยอมความ และคำตัดสินได้กำหนดข้อจำกัดเพื่อป้องกันการผูกขาด อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่คดีป้องกันการผูกขาดเพียงคดีเดียวที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้คดีอื่นที่ฟ้อง กูเกิ้ลซึ่งยื่นโดยรัฐบาลของ Biden ในปี 2023 เกี่ยวข้องกับการผูกขาดพื้นที่ AdTech มีกำหนดจะยื่นในเดือนกันยายน นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายอื่นๆ เช่น Amazon และApple ยังคงมีคดีป้องกันการผูกขาดอยู่

กรณีของ Microsoft ได้สร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายสำหรับบริษัทซอฟต์แวร์ ข้อจำกัดที่อาจบังคับใช้กับกูเกิ้ล และอาจเปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้บริโภคใช้งานเครื่องมือสืบค้นและผลลัพธ์ที่ได้รับจากกูเกิ้ลและเครื่องมือสืบค้นโดยทั่วไปได้อย่างพื้นฐาน องค์ประกอบหลักอย่างหนึ่งของคดีนี้คือข้อตกลงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์พิเศษที่จะเป็นเครื่องมือสืบค้นเริ่มต้นสำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์ เช่น Apple และ Samsung หากผลลัพธ์ออกมามีข้อจำกัดในการห้ามสัญญาเหล่านี้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการเปลี่ยนแปลงในตัวเลือกการสืบค้นเริ่มต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการผูกขาดเครื่องมือสืบค้นของกูเกิ้ล อย่างมาก และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ อีกมากมายในการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ต กล่าวคือการจำกัดการผูกขาดหรือการถอนการลงทุนของกูเกิ้ล อาจนำไปสู่การแข่งขันรูปแบบใหม่ในตลาดเครื่องมือสืบค้น เครื่องมือสืบค้นอื่นๆ จำนวนมากอาจเข้ามาครอบครองตลาดของ กูเกิ้ล บางส่วนได้ ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรทางการเงินของกูเกิ้ลลดลง และอาจทำให้เกิดการแข่งขัน โดยเฉพาะในตลาดองค์กร

นอกจากนี้ คู่แข่งเพิ่มเติมสามารถนำเสนอตัวเลือกการสืบค้นที่หลากหลายยิ่งขึ้น รวมถึงตัวเลือกการสืบค้นที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้น เช่น SearchGPT ของ OpenAI หรือ Bing ซึ่งเป็นเสิร์ชเอ็นจิ้นของ Microsoft ยังได้นำ AI เข้ามาใช้ในการสืบค้นอีกด้วย หาก Microsoft สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น การนำ AI มาใช้ในเสิร์ชเอ็นจิ้นอาจช่วยปฏิวัติวงการเสิร์ชเอ็นจิ้นได้ คู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้นอาจผลักดันนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนแปลงมาตรฐานการสืบค้นบนอินเทอร์เน็ต และแนะนำฟีเจอร์ใหม่ และสุดท้ายก็ผลการสืบค้นที่ดีขึ้น ประเด็นน่าสนใจอีกประการหนึ่งของคดีนี้คือแนวทางการโฆษณาของ กูเกิ้ล ซึ่งช่วยรักษาการผูกขาดตลาดของ กูเกิ้ล เอาไว้ได้ หากแนวทางดังกล่าวถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงเนื่องจากการตัดสินดังกล่าว อาจส่งผลให้การโฆษณาดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงประเภทของโฆษณาที่ผู้บริโภคเห็นและความเกี่ยวข้องของโฆษณาด้วย

การเกิดขึ้นของคู่แข่งรายใหม่และตัวเลือกเครื่องมือสืบค้นที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกในการเลือกเครื่องมือสืบค้นที่ต้องการใช้ ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจของผู้บริโภคที่มีข้อมูลครบถ้วนมากขึ้นได้เช่นกัน และการเพิ่มขึ้นของตัวเลือกของผู้บริโภคอาจทำให้ผู้ใช้การสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตตระหนักถึงนโยบายความเป็นส่วนตัวของเครื่องมือสืบค้นต่างๆ มากขึ้น และส่งผลต่อประสิทธิผลของแนวทางการโฆษณาของกูเกิ้ล ทั้งนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร คำตัดสินดังกล่าวจะมีผลกว้างๆ ต่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อื่นๆ เช่น Amazon และ Meta รวมถึงทำให้บริษัทต่างๆ มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นและมีอำนาจเหนือคู่แข่งในคดีป้องกันการผูกขาดอื่นๆ โดยรวมแล้ว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มความโปร่งใสระหว่างผู้บริโภคและบริษัทต่างๆ และทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น

อนึ่ง คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นการเตือนบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติด้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากเป็นการพิสูจน์ว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ที่อยู่เหนือใครในศาล การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อศาลกำหนดว่า กูเกิ้ลต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อแก้ไขตนเองภายใต้คำตัดสินดังกล่าว และเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2024 กระทรวงยุติธรรมได้เสนอคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติด้านเครื่องมือสืบค้น แนวทางแก้ไขเชิงโครงสร้างบ่งชี้ว่าอาจมีการแตกแยกกันในประเด็นการป้องกันการผูกขาด เอกสารดังกล่าวระบุว่าแนวทางแก้ไขจะ "ป้องกันและยับยั้งการเกิดซ้ำของการกระทำความผิดซ้ำซากของการบำรุงรักษาระบบผูกขาดโดยผิดกฎหมาย" แนวทางแก้ไขบางส่วนที่กล่าวถึง ได้แก่ การจำกัดการผิดนัดและข้อตกลงก่อนการติดตั้งกับบริษัทต่างๆ เช่น Apple

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมยังระบุในเอกสารที่ยื่นต่อศาลว่า กำลังพิจารณาแนวทางแก้ไขทางพฤติกรรมและโครงสร้างที่จะป้องกันไม่ให้กูเกิ้ลใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น Chrome, Play และ Android เพื่อใช้ประโยชน์จากการสืบค้นของ กูเกิ้ล และผลิตภัณฑ์และคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการสืบค้นของกูเกิ้ล ซึ่งรวมถึงจุดเข้าถึงการสืบค้นที่เกิดใหม่และคุณลักษณะ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ มากกว่าคู่แข่งหรือผู้เข้ามาใหม่

แนวทางแก้ไขจะครอบคลุม 4 หมวดหมู่ ได้แก่ ประการแรกการสืบค้นการจัดจำหน่ายและการแบ่งปันรายได้ ประการที่สองการสร้างและแสดงผลลัพธ์การสืบค้น ประการที่สาม ขนาดการโฆษณาและการสร้างรายได้ และประการที่สี่การสะสมและการใช้งานข้อมูล

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2024 กระทรวงยุติธรรมได้เริ่มพิจารณาคดีป้องกันการผูกขาดครั้งที่สองกับกูเกิ้ล คดีนี้โต้แย้งว่า กูเกิ้ลใช้เครื่องมือโฆษณาที่มีอยู่เพื่อสร้างการผูกขาด ส่งผลให้ลูกค้าต้องจ่ายราคาโฆษณาสูงขึ้น กระทรวงยุติธรรมโต้แย้งว่ากูเกิ้ลล็อกผู้ลงโฆษณาด้วยผลิตภัณฑ์และเว็บไซต์ของตน และบังคับให้ผู้ลงโฆษณาใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อเข้าถึงลูกค้า กูเกิ้ลหักส่วนแบ่งค่าโฆษณาจำนวนมากจากทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมจะชี้ให้เห็นการเข้าซื้อกิจการของกูเกิ้ล เพื่อแสดงให้เห็นว่ากูเกิ้ลได้ครอบครองตลาดโฆษณาดิจิทัลทุกด้านด้วยการเข้าซื้อกิจการต่างๆ เช่น  DoubleClick, Invite Media และ AdMeld เป็นต้น


 

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567

Regulatory Sandbox ของกฎหมายปัญญาประดิษฐ์

กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ของสหภาพยุโรป (AI Act) นำเสนอกรอบการทำงานสำหรับการทดลองทดสอบด้านกฎระเบียบ (Regulatory Sandbox) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในขณะเดียวกัน กฎหมายดังกล่าวก็มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสุขภาพ ความปลอดภัย และสิทธิขั้นพื้นฐานด้วย หลักการที่สำคัญประการหนึ่งในกฎหมายดังกล่าวคือ Regulatory sandbox ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ให้บริบทที่มีโครงสร้างสำหรับการทดลองทดสอบเทคโนโลยี AI ผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่ๆ ในสภาพแวดล้อมในโลกแห่งความเป็นจริงได้เป็นเวลาจำกัดและภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับดูแล ช่วยให้นักประดิษฐ์สามารถทดสอบนวัตกรรมในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ และช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น 

Regulatory sandbox ได้รับการพัฒนาขึ้นในเบื้องต้นเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมในอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีการนำมาใช้ในพื้นที่อื่นๆ เช่น การค้า การดูแลสุขภาพ การเคลื่อนที่ การปกป้องข้อมูล และการควบคุม AI เป้าหมายของเครื่องมือนี้ในทุกพื้นที่เหล่านี้คือเพื่อให้เกิดนวัตกรรมและรับรองความปลอดภัยผ่านความแน่นอนทางกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และความยืดหยุ่น ในหลายประเทศมีกฎหมายเกี่ยวกับ Regulatory sandbox  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนนวัตกรรมทางการเงิน อย่างเช่น Financial Conduct Authority (FCA) ของสหราชอาณาจักรได้ออก Regulatory sandbox อย่างเป็นทางการแห่งแรกขึ้นในปี 2016 ตั้งแต่นั้นมา FCA ได้ให้การสนับสนุนบริษัทต่างๆ มากกว่า 700 แห่ง และเพิ่มความเร็วเฉลี่ยในการนำบริษัทออกสู่ตลาดได้ 40% เมื่อเทียบกับเวลาอนุมัติมาตรฐานของหน่วยงานกำกับดูแล ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอีกประการหนึ่งคือ Regulatory sandbox ของสิงคโปร์ สำนักงานการเงินสิงคโปร์ (MAS) เผยแพร่แนวปฏิบัติสำหรับ Regulatory sandbox ทางการเงินในปี 2559 หน่วยงานสนามทดสอบในสิงคโปร์ได้รับการยกเว้นภาระด้านการบริหารและการเงินจากกระบวนการปฏิบัติตามกฎระเบียบทั่วไป และมีสิทธิได้รับพื้นที่ทดสอบที่กว้างขึ้น

ในทางกฎหมายนั้น Regulatory Sandbox สามารถจัดให้มีอำนาจทางกฎหมายต่างๆ ได้ โดยปกติแล้วจะเป็น การให้คำแนะนำทางกฎหมาย การออกหนังสือไม่บังคับใช้กฎหมาย และ/หรือ ให้การยกเว้นจากกฎหมาย ประการแรก หน่วยงานกำกับดูแลสามารถให้คำแนะนำทางกฎหมายแก่ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อช่วยให้พวกเขาพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการ AI ของพวกเขาเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายปัจจุบันหรือไม่ คำแนะนำดังกล่าวสามารถให้ได้โดยผ่านเอกสารคำแนะนำทั่วไปหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลที่ตอบคำถามของผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม

ประการที่สอง หน่วยงานกำกับดูแลยังสามารถออกหนังสือแจ้งไม่บังคับใช้กฎหมายให้กับผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่เข้าร่วมในโครงการทดลองได้ หนังสือเหล่านี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่ (1) ให้คำแนะนำโดยอธิบายข้อกำหนดทางกฎหมายที่ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมต้องปฏิบัติตามอย่างชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญกับบทลงโทษหรือการดำเนินคดีทางกฎหมาย และ (2) ในบางกรณี การประกาศแจ้งไม่บังคับใช้กฎหมายสามารถรับรองได้ว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะไม่ดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับกิจกรรมการทดสอบเฉพาะ แม้ว่าจะไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายบางประการอย่างสมบูรณ์ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การประกาศแจ้งไม่บังคับใช้กฎหมายประเภทนี้จะได้รับอนุญาตเฉพาะในกรณีที่มีมาตรการที่เหมาะสมในการปกป้องสิทธิของบุคคลที่สามและเพื่อให้แน่ใจว่าผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมยังคงต้องรับผิดชอบต่อการก่อให้เกิดอันตรายใดๆ

ประการที่สาม sandbox ของหน่วยงานกำกับดูแลยังสามารถช่วยให้ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดทางกฎหมายบางประการ การยกเว้นเหล่านี้ทำให้ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมสามารถละเลยกฎหมายเฉพาะบางฉบับเป็นการชั่วคราวได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดที่กำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแล ตัวอย่างเช่น หน่วยงานกำกับดูแลอาจ (1) ติดตามกิจกรรมของนวัตกรรมอย่างใกล้ชิด (2) เรียกร้องให้ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ความร่วมมือและแบ่งปันข้อมูล และ (3) กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าสามารถทดสอบอะไรได้บ้าง นานแค่ไหน และภายใต้สถานการณ์ใด

ข้อยกเว้นนั้นแตกต่างจากการประกาศแจ้งไม่บังคับใช้กฎหมาย ตรงที่เป็นการยกเว้นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมจากหน้าที่ทางกฎหมายบางประการ ในขณะที่หนังสือไม่บังคับใช้กฎหมายนั้นจะละเว้นไม่ให้เกิดการกำหนดผลทางกฎหมาย (เช่น ค่าปรับ) แก่ผู้สร้างสรรค์เท่านั้น ทั้งนี้ การยกเว้นเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมนวัตกรรมโดยคำนึงถึงความจำเป็นในการมีความยืดหยุ่นและความจำเป็นในการกำกับดูแลอย่างรอบคอบ โดยยังคงรับประกันความปลอดภัยได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดจะเห็นด้วยกับการจำกัดขอบเขตการกำกับดูแลบางคนโต้แย้งว่าการจำกัดขอบเขตการกำกับดูแลอาจทำให้นวัตกรรมช้าลงและหยุดชะงักได้จริง โดยสร้างอุปสรรคด้านระเบียบราชการเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตถึง ความท้าทายในทางปฏิบัติ เช่น ผู้บริโภคมองว่าผลิตภัณฑ์ที่ทดสอบในขอบเขตการกำกับดูแลนั้นได้รับการรับรองจากทางการ ซึ่งอาจส่งผลทางกฎหมายในเชิงลบ

อนึ่ง กฎหมาย AI มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำกรอบกฎหมายที่เป็นมาตรฐานสำหรับ AI เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมผ่านความแน่นอนทางกฎหมายในขณะที่รับประกันการคุ้มครองระดับสูงสำหรับสุขภาพ ความปลอดภัย และสิทธิขั้นพื้นฐาน กรอบการทดลองทดสอบของหน่วยงานกำกับดูแลเป็นหนึ่งในมาตรการสนับสนุนนวัตกรรมที่กำหนดไว้ในมาตรา 57 มาตรา 58 และมาตรา 59 กรอบการทดลองทดสอบของหน่วยงานกำกับดูแลมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น การส่งเสริมนวัตกรรม การเร่งการเข้าถึงตลาด การปรับปรุงความแน่นอนทางกฎหมาย และการมีส่วนสนับสนุนการเรียนรู้ด้านกฎระเบียบที่อิงตามหลักฐาน มาตรา 57 กำหนดอนุญาตการทดลองทดสอบของหน่วยงานกำกับดูแลว่าเป็น "สภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมซึ่งส่งเสริมนวัตกรรมและอำนวยความสะดวกในการพัฒนา การฝึกอบรม การทดสอบ และการตรวจสอบความถูกต้องของระบบ AI ที่เป็นนวัตกรรมในช่วงเวลาจำกัดก่อนที่จะนำออกสู่ตลาดหรือใช้งานตามแผนการทดลองทดสอบเฉพาะที่ตกลงกันระหว่างผู้ให้บริการหรือผู้ให้บริการที่มีแนวโน้มจะเป็นผู้ให้บริการและหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่" ตามมาตราดังกล่าว รัฐสมาชิกจะต้องจัดตั้งการทดลองทดสอบของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างน้อยหนึ่งแห่ง พวกเขาอาจปฏิบัติตามภาระผูกพันนี้โดยการจัดตั้งการทดลองทดสอบร่วมกับรัฐสมาชิกอื่นๆ หรือโดยการเข้าร่วมในการทดลองทดสอบที่มีอยู่ สำนักงาน AI จะต้องจัดทำรายชื่อการทดลองทดสอบที่วางแผนและมีอยู่ให้สาธารณชนเข้าถึงได้ หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ระดับชาติจะต้องส่งรายงานประจำปีที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าและผลลัพธ์ของการดำเนินการทดลองทดสอบไปยังสำนักงานปัญญาประดิษฐ์ และคณะกรรมการ (ปกติหนึ่งปีหลังจากจัดตั้งการทดลองทดสอบทุกปีหลังจากนั้น และรายงานขั้นสุดท้าย) รายงานดังกล่าวจะต้องออนไลน์และเปิดให้สาธารณชนเข้าถึงได้ สำหรับรายละเอียดการจัดตั้ง การพัฒนา การนำไปปฏิบัติ การดำเนินงาน และการกำกับดูแลการทดลองทดสอบควบคุม AI มาตรา 58 กำหนดให้คณะกรรมาธิการต้องออกกฎหมายการดำเนินการที่ระบุการทดลองทดสอบดังกล่าว

กรอบการทำงานของการทดลองทดสอบช่วยให้สามารถให้คำแนะนำทางกฎหมาย การดูแล และการสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีอำนาจในประเทศเพื่อเพิ่มความแน่นอนทางกฎหมายให้กับผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม และเพื่อให้แน่ใจว่ามีการปฏิบัติตามกฎหมาย AI และกฎหมายของสหภาพหรือกฎหมายของประเทศที่เกี่ยวข้องอื่นๆ กิจกรรมการดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายจะต้องระบุความเสี่ยงโดยเฉพาะต่อสิทธิพื้นฐาน สุขภาพ และความปลอดภัย ความเสี่ยงที่สำคัญใดๆ ต่อความเสี่ยงดังกล่าวจะต้องส่งผลให้มีการบรรเทาความเสี่ยงที่เหมาะสม หน่วยงานที่มีอำนาจในประเทศจะต้องระบุมาตรการและประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าว หากไม่มีความเป็นไปได้ในการบรรเทาความเสี่ยงที่มีประสิทธิผล หน่วยงานที่มีอำนาจในประเทศอาจระงับกระบวนการทดสอบหรือการเข้าร่วมในการทดลองทดสอบชั่วคราวหรือถาวร หน่วยงานที่มีอำนาจในประเทศคาดว่าจะใช้อำนาจตามดุลยพินิจของตนอย่างยืดหยุ่นแต่ต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนนวัตกรรม ความสอดคล้องของระบบ AI กับข้อกำหนดของกฎหมายในระหว่างการทดลองทดสอบสามารถนำมาพิจารณาได้ในภายหลังในระหว่างการประเมินความสอดคล้อง บทบัญญัตินี้จะช่วยปรับกระบวนการเข้าถึงตลาดสำหรับนวัตกรรม AI ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ กฎหมาย AI ยังให้พื้นฐานทางกฎหมายแก่หน่วยงานกำกับดูแลในการงดเว้นจากการกำหนดค่าปรับทางปกครอง ดังนั้น หากผู้ให้บริการที่คาดหวังจะปฏิบัติตามแผนเฉพาะและข้อกำหนดและเงื่อนไข และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่มีอำนาจระดับชาติโดยสุจริตใจ ก็จะไม่มีการเรียกเก็บค่าปรับทางปกครองสำหรับการละเมิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังกำหนดด้วยว่าผู้คิดค้นนวัตกรรมจะยังคงต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการทดสอบ ซึ่งหมายความว่า แม้ว่าการทดลองทดสอบจะให้การยกเว้นจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่ก็ไม่ได้ปกป้องผู้เข้าร่วมจากความรับผิด 

กรอบงานทดสอบเชิงกำกับดูแลของกฎหมาย AI ก่อให้เกิดข้อกังวลหลายประการที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเพื่อให้แน่ใจว่ากรอบงานดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมนวัตกรรมไปพร้อมกับการปกป้องสิทธิและความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ประการแรก การทดลองทดสอบอาจสร้างการรับรู้ที่ผิดๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดในตลาด ระบบ AI ที่ผ่านข้อกำหนดด้านกฎระเบียบระหว่างการการทดลองทดสอบอาจยังคงมีความเสี่ยงต่อความรับผิดหรือพัฒนาไปเป็น AI ที่มีความเสี่ยงสูงผ่านการใช้งานที่ไม่คาดคิด การอนุมัติจากการทดลองทดสอบไม่ควรเข้าใจว่าเป็นการรับประกันความปลอดภัยหรือการไม่มีความเสี่ยงต่อความรับผิด เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้ผู้บริโภคและผู้ถือผลประโยชน์เข้าใจผิด การสื่อสารที่ชัดเจนและการปฏิเสธความรับผิดชอบเกี่ยวกับข้อจำกัดของการทดลองทดสอบจึงมีความจำเป็น นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับความรู้ด้าน AI ถือเป็นสิ่งสำคัญและควรเป็นหนึ่งในภาระผูกพันของประเทศสมาชิก

ประการที่สอง แนวทางปฏิบัติที่แตกต่างกันของการทดลองทดสอบในแต่ละรัฐของสหภาพยุโรปอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนและความสับสนในตลาด กฎหมาย AI ไม่ได้จัดตั้งการทดลองทดสอบของกฎระเบียบ AI ของสหภาพยุโรปที่เป็นเนื้อเดียวกัน แต่ให้รัฐสมาชิกสหภาพยุโรปหนึ่งรัฐขึ้นไปจัดตั้งการทดลองทดสอบ ซึ่งอาจส่งผลให้มีกรอบงานและการดำเนินการที่แตกต่างกัน การแยกส่วนนี้อาจขัดขวางการพัฒนาตลาด AI ที่สอดประสานกันในสหภาพยุโรป ซึ่งตรงข้ามกับเป้าหมายของกฎหมายที่ระบุไว้ในมาตรา 1 นอกจากนี้ โครงสร้างที่ไม่สม่ำเสมอของการทดลองทดสอบอาจเป็นความท้าทายสำหรับนักพัฒนา AI ที่ดำเนินงานในเขตอำนาจศาลหลายแห่ง เพื่อให้แน่ใจว่ามีความสอดคล้องและหลีกเลี่ยงการตัดสินทางกฎหมาย การประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติและคณะกรรมการจึงมีความสำคัญ 

ประการที่สาม รายละเอียดเกี่ยวกับการประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติและคณะกรรมการปัญญาประดิษฐ์แห่งยุโรปยังไม่ชัดเจนในกฎหมายนี้ ในขณะที่กฎระเบียบบางฉบับสามารถออกโดยสถาบันของสหภาพยุโรปโดยตรงแทนที่จะออกโดยประเทศสมาชิก กฎระเบียบอื่นๆ ที่ออกโดยประเทศสมาชิกอาจได้รับอิทธิพลหรือถูกกำหนดโดยกฎระเบียบของสหภาพยุโรป นอกจากนี้ กฎระเบียบบางฉบับสามารถออกโดยประเทศสมาชิกได้โดยตรง ในบริบทนี้ การสร้างกฎเกณฑ์การนำไปปฏิบัติร่วมกันอาจเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากลำดับความสำคัญและแนวทางของประเทศสมาชิกนั้นแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม การกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของประเทศสมาชิกและคณะกรรมการอย่างชัดเจน และกลไกการแก้ไขเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจะมีประสิทธิผลสำหรับการดำเนินการของการทดลองทดสอบปัญญาประดิษฐ์ทั่วทั้งสหภาพยุโรป

ประการที่สี่ การทดลองทดสอบสามารถยกเว้นผู้คิดค้นนวัตกรรมจากค่าปรับทางปกครองเท่านั้น แต่ไม่สามารถยกเว้นการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายประเภทอื่นได้ ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับผู้คิดค้นนวัตกรรมในบางภาคส่วน ตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจงคือ การทดลองทดสอบสำหรับ AI ทางการแพทย์ในออสเตรีย การทดลองทดสอบสำหรับ AI ทางการแพทย์จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมาย AI กฎหมายอุปกรณ์ทางการแพทย์ของสหภาพยุโรป และกฎหมายวิชาชีพแพทย์แห่งชาติร่วมกัน ในออสเตรีย หลักการการรักษาโดยตรงของกฎหมายแพทย์ออสเตรียกำหนดให้แพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยโดยทั่วไปแบบพบหน้ากัน ดังนั้น หากแพทย์ที่เข้าร่วมการทดลองในการทดลองทดสอบใช้ AI ทางการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยเป็นส่วนหนึ่งของการทดลอง พวกเขาจะละเมิดกฎหมายวิชาชีพแพทย์แห่งชาติ น่าเสียดายที่กรอบการทดลองทดสอบของกฎหมาย AI ของสหภาพยุโรปอาจใช้เพื่อยกเว้นแพทย์ที่ละเมิดหลักการการรักษาโดยตรงจากค่าปรับทางปกครอง อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจยังต้องเผชิญกับการเพิกถอนใบอนุญาตชั่วคราวตามกฎหมายแพทย์ของออสเตรีย (หรือที่เรียกว่า กฎหมายวิชาชีพแพทย์แห่งชาติ หรือ "กฎหมายนั้น" ตามที่กล่าวถึงในกฎหมาย AI ข้อ 53/12) ในท้ายที่สุด กรอบการทำงานที่ขยายขอบเขตของการยกเว้นสำหรับผู้ริเริ่มนวัตกรรมให้เกินขอบเขตของค่าปรับทางปกครองเพียงอย่างเดียวถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและส่งเสริมนวัตกรรม

ในที่สุด การกำหนดความรับผิดชอบต่อผู้เข้าร่วมการทดลองทดสอบอย่างต่อเนื่องสำหรับความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สามอาจจำกัดนวัตกรรม แม้ว่านักพัฒนาไม่ควรได้รับอนุญาตให้ใช้การทดลองทดสอบเป็นเกราะป้องกันความรับผิดชอบ แต่การทำให้ต้องอยู่ภายใต้ระบอบความรับผิดชอบเดียวกันระหว่างการทดลองทดสอบอาจทำให้การเข้าร่วมลดลง ซึ่งอาจทำให้ผู้พัฒนา AI ไม่กล้าเข้าร่วมการทดลองทดสอบ เนื่องจากพวกเขาจะเปิดเผยความลับทางการค้าและอัลกอริทึมของตนโดยไม่ได้รับการคุ้มครองความรับผิดชอบ ในที่สุด สิ่งนี้จะขัดขวางนวัตกรรม AI ในสหภาพยุโรป แม้ว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากได้วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหานี้และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้แนวทางที่สมดุลระหว่างการคุ้มครองความรับผิดชอบและความรับผิดชอบ แต่การพบว่าแนวทางที่สมดุลนั้นยังคงเป็นคำถามที่ยากจะตอบในตอนนี้


บทอภิปรายความไว้วางใจในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ความไว้วางใจเป็นแนวคิดที่นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์หลายชั่วอายุคนพยายามกำหนดความหมาย แม้ว่าในชีวิตประจำวันเรามักจะไม่ต้องคิดซ้ำสองครั้งก่อนใช้คำนี้ ในทำนองเดียวกัน เรามักพูดถึงความไว้วางใจในเทคโนโลยีโดยอิงจากประสบการณ์ที่เราไว้วางใจเทคโนโลยีบางอย่างมากกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ หรือความไว้วางใจในเทคโนโลยีเฉพาะที่พัฒนาขึ้นตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม นักวิชาการได้ตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของความไว้วางใจในเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) ที่อาจมีผลต่อเปลี่ยนแปลงการอภิปรายทางสังคม วิทยาศาสตร์ และการเมืองเกี่ยวกับความไว้วางใจในเทคโนโลยีอย่างไร 

คำถามที่ว่าความไว้วางใจคืออะไรกันแน่อาจได้รับคำตอบจากวลีที่โด่งดังที่สุดวลีหนึ่งในประวัติศาสตร์ของศาลฎีกาสหรัฐฯซึ่งมักใช้ในกรณีที่ไม่มีคำจำกัดความที่เหมาะสม เช่น “ ฉันรู้เมื่อฉันเห็นมัน ” แม้ว่าคำจำกัดความของประสบการณ์มนุษย์ทั่วไป เช่น ความไว้วางใจ จะดูเข้าใจได้ง่าย แต่เพื่อตอบคำถามว่าความไว้วางใจสามารถนำไปใช้กับเทคโนโลยีได้อย่างไร เราต้องกำหนดคำจำกัดความของความไว้วางใจให้ถูกต้องเสียก่อน หัวข้อต่อไปนี้จะพยายามทำสิ่งนี้โดยพิจารณาองค์ประกอบหลายอย่างที่มีอยู่ในคำจำกัดความของความไว้วางใจส่วนใหญ่

โดยทั่วไปแล้วความไว้วางใจมักถูกกำหนดให้เป็นความเต็มใจของฝ่ายหนึ่งที่จะยอมอ่อนไหวต่อการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยอิงจากความคาดหวังบางประการเกี่ยวกับการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง และไม่คำนึงถึงความสามารถในการตรวจสอบหรือควบคุมอีกฝ่ายนั้น ลักษณะสำคัญที่กำหนดความไว้วางใจคือความเสี่ยง ซึ่งหมายความว่าความไว้วางใจสามารถมีอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีความเสี่ยงจากอันตราย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความไว้วางใจคือการที่บุคคลหนึ่งเปิดเผยความเสี่ยงต่ออันตรายอาจจะทางร่างกายหรือจิตใจจากอีกฝ่ายโดยรู้ตัว 

ปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อความไว้วางใจนั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้มอบความไว้วางใจ (ผู้ที่มอบความไว้วางใจ) ผู้ดูแลทรัพย์สิน (ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจ) และบริบทที่ผู้มอบความไว้วางใจและผู้ดูแลทรัพย์สินดำรงอยู่ลักษณะของผู้ดูแลทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของผู้ดูแลทรัพย์สิน รวมถึงความสามารถ ความเมตตากรุณา และความซื่อสัตย์สุจริตลักษณะเฉพาะของผู้มอบความไว้วางใจเกี่ยวข้องกับทุกสิ่งที่ส่งผลต่อการให้ความไว้วางใจของผู้มอบความไว้วางใจ เช่น นิสัยและการรับรู้ของพวกเขา และปัจจัยเชิงบริบทซึ่งส่งผลต่อทั้งผู้มอบความไว้วางใจและผู้ดูแลทรัพย์สินนั้นเกี่ยวข้องกับบริบทด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสถาบันที่กว้างขึ้น

องค์ประกอบหลักของคำจำกัดความของความไว้วางใจ นั่นก็คือ ความเสี่ยง บ่งบอกถึงความจำเป็นของความไว้วางใจที่เกี่ยวข้องกับอย่างน้อยสองฝ่าย ดังนั้น ความไว้วางใจจึงเป็นแบบสัมพันธ์กันคุณภาพแบบสัมพันธ์กันของความไว้วางใจมักจะก่อให้เกิดการตอบแทน อย่างไรก็ตาม การตอบแทนกันแม้ว่าจะพบได้ทั่วไปในความสัมพันธ์แบบไว้วางใจระหว่างบุคคล แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นลักษณะเฉพาะของความไว้วางใจ นอกจากการตอบแทนกันจะถูกละเว้นจากคำจำกัดความของความไว้วางใจส่วนใหญ่แล้ว การแสดงออกในบทสนทนาที่เป็นตัวอย่าง เช่น การไว้วางใจแบบปิดตาหรือการละเมิดความไว้วางใจ แสดงให้เห็นว่าการตอบแทนกันน่าจะเป็นผลข้างเคียงทั่วไปของความไว้วางใจ มากกว่าจะเป็นลักษณะเฉพาะของมัน ในบางกรณี ความไว้วางใจอาจเป็นแบบฝ่ายเดียว หรืออาจเกิดขึ้นโดยที่ผู้รับความไว้วางใจไม่รู้ตัวก็ได้ 

ดังนั้น แม้ว่าความสัมพันธ์แบบตอบแทนจะไม่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของความไว้วางใจ แต่องค์ประกอบเชิงสัมพันธ์ เช่น การเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่นอกตัวเราเอง มีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม ในกรณีส่วนใหญ่ เมื่อคิดถึงความไว้วางใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวัดความไว้วางใจ จะมีแนวคิดโดยนัยเกี่ยวกับมุมมองบุคคลที่หนึ่ง นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างประธานและกรรม การให้เหตุผลในลักษณะนี้ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การรับรู้ของประธานเกี่ยวกับวัตถุ ทำให้สามารถไว้วางใจสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ต่างๆ ที่ประธานอาจตกเป็นเหยื่อได้ เช่น สัตว์ องค์กร สถาบัน รัฐบาล และเทคโนโลยี ระดับของความสัมพันธ์แบบตอบแทนในความสัมพันธ์แบบตอบแทนเหล่านี้แตกต่างกันไป แม้ว่าเราสามารถสร้างความสัมพันธ์แบบตอบแทนกับสัตว์ที่ไม่ใช่มนุษย์ได้ แต่ก็อาจไม่ใช่กรณีเสมอไปสำหรับสถาบันหรือรัฐบาล และแน่นอนว่าไม่ใช่กรณีของเทคโนโลยีที่มีให้มนุษย์ใช้ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องที่ไม่น่าเชื่อที่การพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มเติมจะทำให้เกิดความสัมพันธ์แบบตอบแทนกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะกับปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป ซึ่งการถือกำเนิดของปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปจะเพิ่มความซับซ้อนอีกชั้นหนึ่งให้กับความไว้วางใจในเทคโนโลยี

เมื่อได้กำหนดความไว้วางใจระหว่างบุคคลแล้ว เรามาพิจารณาว่าคำจำกัดความนี้อาจนำไปใช้กับวัตถุสัมพันธ์อื่นๆ ได้อย่างไร ตัวอย่างหนึ่งคือความไว้วางใจในสถาบันของรัฐต่างๆ ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าความไว้วางใจทางการเมืองเช่นเดียวกับความไว้วางใจระหว่างบุคคล ความไว้วางใจประเภทนี้ถูกกำหนดไว้ในเอกสารว่าประกอบด้วยความมั่นใจในความสามารถและความเมตตากรุณาของผู้รับมอบอำนาจ (ในกรณีนี้คือของรัฐบาลหรือสถาบันของรัฐแห่งหนึ่ง) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการตอบแทนกันจะเป็นลักษณะหนึ่งของความไว้วางใจระหว่างบุคคล แต่ความไว้วางใจทางการเมืองกลับมีอยู่ไม่มากนัก ซึ่งอาจเป็นเพราะลักษณะทางอ้อมของความสัมพันธ์ที่มักปกปิดสัญญาณความไว้วางใจ ซึ่งมิฉะนั้นจะเห็นได้ชัดกว่าผ่านการสื่อสารโดยตรงซึ่งมักพบในบริบทระหว่างบุคคล 

ตัวอย่างเช่น สัญญาณของความไว้วางใจจากสถาบันต่างๆ ที่มีต่อประชาชน ซึ่งแสดงออกมาผ่านนโยบายและขั้นตอนการบริหารนั้น โปร่งใสกว่าสัญญาณของความไว้วางใจจากประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ซึ่งมักจะไม่ชัดเจน เว้นแต่จะมีการถามประชาชนโดยตรงเกี่ยวกับความไว้วางใจทางการเมืองของพวกเขา ดังนั้น แม้ว่าความไว้วางใจที่มากขึ้นจากสถาบันต่างๆ ของรัฐบาลจะนำไปสู่ความไว้วางใจที่มากขึ้นสำหรับประชาชน แต่ก็มีแนวโน้มน้อยกว่าที่ความไว้วางใจทางการเมืองระดับสูงที่ประชาชนมอบให้กับรัฐบาลจะแปลเป็นความไว้วางใจระดับสูงที่รัฐบาลมอบให้กับประชาชน 

เหตุผลที่เป็นไปได้อีกประการหนึ่งสำหรับเรื่องนี้คืออำนาจ งานวิจัยก่อนหน้านี้ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อความสัมพันธ์มีความไม่เท่าเทียมกันของอำนาจ ความไว้วางใจของหน่วยงานที่มีอำนาจมากกว่าจะไม่เพิ่มขึ้นตามความไว้วางใจที่เพิ่มขึ้นของหน่วยงานที่มีอำนาจน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น ในขณะที่การแสดงความไว้วางใจของหัวหน้างานจะเพิ่มความไว้วางใจของพนักงานที่มีต่อหัวหน้างาน แต่นั่นไม่ใช่กรณีของการแสดงความไว้วางใจของพนักงาน ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่จะเพิ่มความไว้วางใจของหัวหน้างานคือคุณภาพของผลงานของพนักงาน มากกว่าที่พนักงานแสดงความไว้วางใจต่อหัวหน้างานตามที่คาดไว้ตามหลักการตอบแทนพูดง่ายๆ ก็คือ ดูเหมือนว่าในความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจซึ่งมีลักษณะพลวัตของอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน ฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่าจะมีความสามารถมากกว่าในการกำหนดทิศทางของความไว้วางใจซึ่งกันและกันภายในความสัมพันธ์ กล่าวคือ ระดับความไว้วางใจของฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่ามีแนวโน้มที่จะได้รับการตอบแทนจากฝ่ายที่มีอำนาจน้อยกว่ามากกว่าในทางกลับกัน 

สำหรับคำถามว่าเราไว้วางใจในเทคโนโลยีได้หรือไม่นั้น คล้ายกับการสรุปจากความไว้วางใจระหว่างบุคคลไปสู่ความไว้วางใจทางการเมือง มีความพยายามมากมายที่จะนำความไว้วางใจมาใช้ในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี ในทางกลับกัน เนื่องจากความเป็นไปไม่ได้ในการสร้างความสัมพันธ์แบบตอบแทนด้วยเทคโนโลยี บางคนจึงเห็นว่าแนวคิดเรื่องความไว้วางใจไม่สามารถใช้ได้ในบริบทนี้ อย่างไรก็ตาม ดังที่เห็นในหัวข้อก่อนหน้านี้ที่นิยามความไว้วางใจระหว่างบุคคลและทางการเมือง แม้ว่าการตอบแทนมักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์แบบไว้วางใจ แต่ก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับความไว้วางใจ ดังที่เห็นได้ในกรณีที่ความไว้วางใจมีอยู่แม้ว่าจะไม่มีการตอบแทนก็ตาม ในขณะเดียวกันนักวิจารณ์แนวคิดความไว้วางใจในเทคโนโลยีโต้แย้งว่าเนื่องจากเทคโนโลยีไม่สามารถ "ทรยศ" เรา จึงไม่เหมาะสมที่จะกล่าวว่าเราสร้างความสัมพันธ์แบบไว้วางใจด้วยเทคโนโลยี ในทางกลับกัน เมื่อเทคโนโลยีล้มเหลว เทคโนโลยีกลับทำให้เราผิดหวัง เนื่องจากความไร้ความสามารถแทนที่จะทรยศเรา ซึ่งจะเป็นกรณีหากปัญหาอยู่ที่ความไม่เอื้ออาทรของเทคโนโลยี ดังนั้น นักวิจารณ์จึงโต้แย้งว่า ความสัมพันธ์ที่เรามีกับเทคโนโลยีควรเรียกอย่างถูกต้องว่าเป็นความสัมพันธ์ของการพึ่งพาอาศัยมากกว่าความไว้วางใจ กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ว่าจะเห็นได้ชัดว่าองค์ประกอบความสามารถ เช่น ความเชื่อมั่นในความสามารถและความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยี มีความสำคัญต่อวิธีที่เราในฐานะมนุษย์มีความสัมพันธ์กับเทคโนโลยี แต่ยังไม่ชัดเจนนักว่าความเชื่อมั่นในความเมตตากรุณาของผู้ดูแลผลประโยชน์นั้นสามารถนำไปใช้ในกรณีนี้ได้หรือไม่ ตามที่บางคนกล่าวไว้ เนื่องจากเทคโนโลยีเป็นวัตถุที่ไม่มีชีวิต ขาดเจตนาและการกระทำ เทคโนโลยีจึงไม่สามารถเป็นอันตรายหรือมีเมตตากรุณาได้ และด้วยเหตุนี้ จึงขาดองค์ประกอบสำคัญที่กำหนดผู้ดูแลผลประโยชน์

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในมุมมองของบุคคลที่หนึ่ง องค์ประกอบของความเมตตากรุณานั้นได้รับประสบการณ์โดยอัตวิสัย อุปนิสัย เช่นลักษณะบุคลิกภาพประสบการณ์ก่อนหน้าและการรับรู้ความเสี่ยงล้วนส่งผลต่อความเมตตากรุณาที่ผู้รับมอบอำนาจรับรู้ แม้ว่าสิ่งนี้อาจถือเป็นการฉายภาพ แต่มีแนวโน้มสูงที่ผู้มอบอำนาจจะมองว่าเทคโนโลยีมีความเมตตากรุณาในระดับที่แตกต่างกัน แม้ว่าเทคโนโลยีจะยังไม่มีจิตสำนึกและอำนาจหน้าที่ก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาและผู้ออกแบบเทคโนโลยีมักเปิดเผยต่อสาธารณะและเป็นที่รู้จักดี ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้มอบอำนาจจะสรุปความประทับใจของตนเกี่ยวกับความเมตตากรุณาของบุคคลและองค์กรที่ออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้เป็นการรับรู้ความเมตตากรุณาของเทคโนโลยีเอง ภายใต้มุมมองที่ว่าเทคโนโลยีไม่มีค่าเป็นกลาง และคุณค่าของผู้ออกแบบถูกเข้ารหัสในเทคโนโลยีการแพร่กระจายของความเมตตากรุณาที่รับรู้จากผู้สร้างไปยังสิ่งประดิษฐ์จึงค่อนข้างสมเหตุสมผล 

ความน่าเชื่อถือในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทคโนโลยีมีความคล้ายคลึงกับมนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แอปพลิเคชัน AI มักได้รับการออกแบบให้เลียนแบบปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์ เช่น ผ่านการใช้ภาษา บรรทัดฐานทางสังคมและสคริปต์ และแม้แต่ลักษณะทางกายภาพของ AI ที่เป็นรูปธรรมและหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ ตัวเลือกการออกแบบดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความน่าเชื่อถือ เนื่องจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการออกแบบ AI แบบมีรูปร่างเหมือนมนุษย์นั้นมีส่วนช่วยในการสร้างความน่าเชื่อถือเนื่องจากความคล้ายคลึงกันระหว่างบุคคลต่างๆ จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือแม้ว่ามนุษย์ส่วนใหญ่จะตระหนักถึงความจริงที่ว่าคอมพิวเตอร์ไม่ใช่มนุษย์ แต่เรามักจะทำให้คอมพิวเตอร์มีลักษณะเหมือนมนุษย์โดยไม่รู้ตัว เช่น คอมพิวเตอร์ "เหนื่อย" หรือ "สับสน" การทำให้มีลักษณะเหมือน มนุษย์ดังกล่าวจะเด่นชัดเป็นพิเศษเมื่อสัมผัสกับ AI เป็นเวลานาน 

ในขณะที่ข้อโต้แย้งที่ร่างขึ้นทั้งหมดเพื่อสนับสนุนความไว้วางใจซึ่งเป็นเลนส์ทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องซึ่งเราใช้สังเกตความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI นั้นอ้างถึงเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว ข้อโต้แย้งอีกประการหนึ่งอาจอ้างถึงเทคโนโลยีที่กำลังจะมาถึง นั่นคือ ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปตามคำจำกัดความนั้นมีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์ ความเอื้ออาทรของปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางที่เทคโนโลยีใหม่นี้จะดำเนินไปในแง่ของจิตสำนึกและการกระทำที่เป็นอิสระนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ดังนั้น การรับรู้ความเสี่ยงจึงได้รับการเน้นย้ำ และหลายคนจึงไม่ไว้วางใจ ซึ่งเห็นได้จาก การถกเถียงใน สังคมที่แพร่หลาย

ความกังวลเฉพาะอย่างหนึ่งที่ปรากฏชัดขึ้นในวาทกรรมสาธารณะเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาจเรียกได้อย่างถูกต้องว่าลัทธิเทคโนโลยีใหม่ในขณะที่คำว่าลัทธิเทคโนโลยีมักใช้ในเชิงลบเพื่ออธิบายความกลัวอย่างไม่มีเหตุผลต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่จากมุมมองทางประวัติศาสตร์จะเผยให้เห็นภาพที่แตกต่างออกไป กล่าวคือขบวนการลัทธิเทคโนโลยีเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เพื่อประท้วงเครื่องจักรที่ประหยัดต้นทุนซึ่งทำให้คนงานในโรงงานและโรงสีไม่มีโอกาสในการทำงานและลดค่าจ้างด้วยการถือกำเนิดของลัทธิเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งหมายถึงการทำงานส่วนใหญ่ที่เท่าเทียมหรือเหนือกว่ามนุษย์ความรู้สึกของลัทธิเทคโนโลยีใหม่เกี่ยวกับความกังวลเกี่ยวกับการแทนที่คนงานด้วยเทคโนโลยีใหม่จึงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนงานที่ไม่มั่นคง

ทั้งนี้ ข้อโต้แย้งที่มีอยู่สำหรับและต่อต้านความเหมาะสมของความไว้วางใจในฐานะมุมมองที่ใช้ในการดูความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี จนถึงขณะนี้ การถกเถียงทางวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นไปที่การขาดการตอบแทนและความเมตตากรุณาของเทคโนโลยีในฐานะข้อโต้แย้งที่ต่อต้านการรับรู้ความเสี่ยงและการออกแบบที่เลียนแบบมนุษย์เมื่อเทียบกับมุมมองบุคคลที่หนึ่งในฐานะข้อโต้แย้งที่สนับสนุนการใช้ความไว้วางใจเป็นเลนส์เชิงแนวคิดเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี บทความความเห็นนี้นำเสนอข้อโต้แย้งเพิ่มเติมสามข้อที่สนับสนุนความเกี่ยวข้องของความไว้วางใจในเทคโนโลยี ซึ่งอธิบายความไม่ไว้วางใจที่สังเกตได้ในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ของสังคมในเวลาเดียวกัน ข้อโต้แย้งข้อแรกเกี่ยวข้องกับวิธีที่ความไว้วางใจ (ที่ผิด) ในตัวบุคคลและ/หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีบางอย่าง "กำหนด" การรับรู้และกำหนดความไว้วางใจ (ที่ผิด) ในเทคโนโลยีเอง ข้อโต้แย้งเพิ่มเติมอีกสองข้อเกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปกล่าวคือ วิวัฒนาการของ AI ที่ชัดเจนในทิศทางของความเป็นอิสระที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเพิ่มความคล้ายคลึงกับผู้ดูแลที่เป็นมนุษย์ และความกังวลเกี่ยวกับผลที่ตามมาของการพัฒนา AI ต่อสังคม เช่น ความสามารถในการทดแทนแรงงาน โดยสรุป ความไว้วางใจดูเหมือนจะสามารถนำไปใช้ได้กับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีในระดับหนึ่ง และยังสามารถนำไปใช้ได้กับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอีกด้วย ยิ่งเทคโนโลยีถูกทำให้มีลักษณะเหมือนมนุษย์และบูรณาการมากขึ้นในชีวิตทางสังคมมากเท่าไร การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของเรากับเทคโนโลยีโดยใช้โครงสร้างทางจิตวิทยาสังคม เช่น ความไว้วางใจก็ยิ่งเหมาะสมมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความหลากหลายในมิติและอัตวิสัยของความไว้วางใจตามที่ได้สรุปไว้ในบทความนี้ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าความพยายามในการพัฒนา "AI ที่เชื่อถือได้" จะบรรลุผลได้หรือไม่ ในทำนองเดียวกันความพยายามในการควบคุมความน่าเชื่อถือของ AI อาจไม่สามารถบรรลุคำมั่นสัญญาในการบรรลุเป้าหมายอันสูงส่งนี้ได้ เนื่องจากการทำให้ความไว้วางใจเทียบเท่ากับการยอมรับความเสี่ยง ซึ่งตามที่ได้กล่าวไว้ที่นี่ เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของความไว้วางใจเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดได้ เนื่องจากเป็นการรวมเอาการยอมรับความเสี่ยงตามที่ผู้เชี่ยวชาญในสาขากำหนดเข้ากับความไว้วางใจซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้และขึ้นอยู่กับบริบทอย่างมาก ซึ่งไม่สามารถกำหนดนิยามได้อย่างเป็นกลาง ซึ่งจะให้เหตุผลในการอนุมัติตามกฎหมาย


การใช้ปัญญาประดิษฐ์กับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในสหภาพยุโรป

 ความคิดเห็นของอัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์ (AG de la Tour) ในคดี CK v Dun & Bradstreet Austria ที่เผยแพร่ในเดือนกันยายน 2024 ทำให้การอภิปรายเกี่ยวกับการตีความสิทธิของเจ้าของข้อมูลในการเข้าถึง "ข้อมูลที่มีความหมายเกี่ยวกับตรรกะที่เกี่ยวข้อง" ในการประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติมีความชัดเจนมากขึ้น (มาตรา 15(1)(h) กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป) ในคดีก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความน่าเชื่อถือด้านเครดิตโดยอัตโนมัติในคดี OQ v Schufa Holding ความคิดเห็นของอัยการสูงสุด Pikamäe ได้ให้แสดงความเห็นเป็นนัยเกี่ยวกับขอบเขตของสิทธินี้แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคำถามหลักในคดีนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการตีความมาตรา 15(1)(h) กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปจึงงดเว้นการชั่งน้ำหนักในเรื่องนี้ในการตัดสินขั้นสุดท้าย ในครั้งนี้ มีการคาดหวังได้ว่าศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปจะกำหนดจุดยืนในเรื่องนี้ว่าสอดคล้องกับความคิดเห็นของอัยการสูงสุดหรือไม่

การวิเคราะห์ของอัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์เกี่ยวกับ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป ตามมาตรา 15(1)(h) เพียงอย่างเดียวก็ให้รายละเอียดในระดับที่น่าพอใจในช่วงเวลาที่การตัดสินใจตามอัลกอริทึมหรืออัตโนมัติเป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ ในขณะเดียวกัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็มีความเห็นไม่ตรงกันว่าบุคคลที่ต้องตัดสินใจควรทราบเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจตามอัลกอริทึมที่ส่งผลกระทบต่อพวกเขามากเพียงใด ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงถึงความเห็นทางวิชาการจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่อง "สิทธิในการได้รับคำอธิบาย" ตาม กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป ซึ่งยิ่งเน้นย้ำถึงความเกี่ยวข้องของความคิดเห็นของอัยการสูงสุดนี้

หัวใจสำคัญของคำร้องขอการพิจารณาเบื้องต้นนี้คือการที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือของออสเตรียปฏิเสธที่จะทำสัญญาโทรศัพท์ราคา 10 ยูโรต่อเดือน โดยให้เหตุผลว่าผู้ยื่นคำร้องไม่มีความน่าเชื่อถือทางการเงินเพียงพอ เมื่อผู้ยื่นคำร้องอาศัย กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป มาตรา 15(1)(h) หันไปขอความช่วยเหลือจากผู้ให้บริการประเมินเครดิตเพื่อทำความเข้าใจคะแนนเครดิตของตนเอง เธอกลับได้รับข้อมูลเพียงเล็กน้อย ข้อมูลที่เธอได้รับบ่งชี้ว่ามีคะแนนเครดิตค่อนข้างดี ซึ่งขัดแย้งกับการที่เธอไม่ได้รับแผนโทรศัพท์ราคา 10 ยูโรต่อเดือน ผู้ให้บริการประเมินเครดิตปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ ส่งผลให้ผู้ยื่นคำร้องยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป

ศาลในประเทศได้ส่งคำถามหลักสองข้อไปยังศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป ประการแรก จะตีความภาระหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลในการจัดเตรียม "ข้อมูลที่มีความหมายเกี่ยวกับตรรกะที่เกี่ยวข้อง" ในการตัดสินใจอัตโนมัติตามมาตรา 15(1)(h) ของ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป ได้อย่างไร ประการที่สอง ผู้ควบคุมข้อมูลสามารถพึ่งพาการปกป้องสิทธิหรือเสรีภาพของผู้อื่น เช่น การปกป้องความลับทางการค้า เป็นพื้นฐานในการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลที่เจ้าของข้อมูลมีสิทธิได้ในระดับใด

ตามมาตรา 15(1)(h) ของ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป เจ้าของข้อมูลมีสิทธิที่จะขอข้อมูลจากผู้ควบคุมเกี่ยวกับการมีอยู่ของการตัดสินใจอัตโนมัติ รวมถึงการสร้างโปรไฟล์ ซึ่งอ้างถึงในมาตรา 22(1) และ (4) ของ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป อย่างน้อยในกรณีดังกล่าว สิทธินี้หมายความถึงการให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับตรรกะที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความสำคัญและผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับเจ้าของข้อมูล ในการจัดการกับบทบัญญัตินี้ อัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์เริ่มต้นจากจุดที่อัยการสูงสุด Pikamäe ละเว้นในความเห็นในคดี OQ v Schufa Holding โดยระบุว่า 'ภาระผูกพันในการให้ "ข้อมูลที่มีความสำคัญเกี่ยวกับตรรกะที่เกี่ยวข้อง" จะต้องรวมถึงคำอธิบายโดยละเอียดเพียงพอเกี่ยวกับวิธีการที่ใช้ในการคำนวณคะแนนและเหตุผลของผลลัพธ์บางอย่าง' จากนั้นจึงเสนอการตีความอย่างเจาะลึกและเป็นระบบของบทความ 15(1)(h) ของ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป

อัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์เริ่มอธิบายมาตรา 15(1)(h) ของ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป โดยกำหนดจุดประสงค์เบื้องหลังสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล และเน้นย้ำว่าจุดประสงค์ทั่วไปของสิทธิในการรับข้อมูลภายใต้มาตรา 15 ของ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป คือเพื่อให้เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิอื่นๆ ของตนที่บัญญัติไว้ใน กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามที่อัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์กล่าว สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลที่ระบุไว้ในมาตรา 15(1)(h) 'ต้องทำให้เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิที่มอบให้บุคคลตามมาตรา 22 ของ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป' มาตรา 22(3)  ซึ่งคาดการณ์ไว้อย่างน้อยสามสิทธิที่เป็นรูปธรรมที่ควรมอบให้กับเจ้าของข้อมูลในการตัดสินใจโดยอิงจากการประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติเท่านั้น สิทธิในการขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลเข้ามาแทรกแซง สิทธิในการแสดงจุดยืนของตน และสิทธิในการโต้แย้งการตัดสินใจ ดังนั้น ในการตีความขอบเขตของมาตรา 15(1)(h) ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป เป้าหมายที่แสวงหาโดยมาตรา 22 ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป มีบทบาทสำคัญ เพื่อปกป้องเจ้าของข้อมูลจากภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจอัตโนมัติเพียงอย่างเดียว และทำให้พวกเขาสามารถใช้สิทธิที่เกี่ยวข้องของตนได้ ที่คล้ายคลึงกับลักษณะเฉพาะที่ Selbst และ Powles กำหนดให้ใช้กับคำว่า "มีความหมาย" ในปี 2017 อัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์เรียกร้องให้มีการทำความเข้าใจเชิงหน้าที่เกี่ยวกับสิ่งที่ประกอบเป็น "ข้อมูลที่มีความหมายเกี่ยวกับตรรกะที่เกี่ยวข้อง" ในมาตรา 15(1)(h) กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป เมื่อพิจารณาถึงจุดประสงค์ของบทบัญญัตินี้ ที่สรุปว่าการทำความเข้าใจเชิงหน้าที่เกี่ยวกับ "ข้อมูลที่มีความหมาย" หมายถึงอะไรในแง่ของรูปแบบและสาระสำคัญ

เมื่อกล่าวถึงรูปแบบ อัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์ได้ให้คำอธิบายที่ค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับการมีอยู่ของ 'สิทธิในการอธิบาย' ใน กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป เขายืนยันว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลมี 'สิทธิในการอธิบายอย่างแท้จริงเกี่ยวกับกลไกการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจอัตโนมัติซึ่งบุคคลนั้นเป็นเป้าหมายและผลของการตัดสินใจนั้น' ถือว่าคำอธิบายเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล เนื่องจากช่วยรับประกันว่าข้อมูลที่ให้มามีคุณค่าด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก คำอธิบายทำให้ข้อมูลที่ให้มาแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นเข้าใจได้สำหรับพวกเขา กล่าวอีกนัยหนึ่ง คำอธิบายช่วยให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ให้ไว้ภายใต้ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป มาตรา 15(1)(h) นั้นกระชับ เข้าถึงได้ง่าย เข้าใจง่าย และนำเสนอด้วยภาษาที่ชัดเจนและเรียบง่าย ประการที่สอง คำอธิบายให้ความเข้าใจตามบริบทเกี่ยวกับวิธีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ดังนั้น แม้ว่ามาตรา 15(1)(h) ของ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป จะกำหนดให้เจ้าของข้อมูลมีสิทธิเข้าถึง "ข้อมูลที่มีความหมาย" แต่สิทธิในการเข้าถึงนี้จำเป็นต้องมี "สิทธิในการขอคำอธิบาย" จึงสรุปได้ว่าข้อมูลที่ไม่สามารถเข้าใจได้และไม่ได้คำนึงถึงบริบทนั้นไม่สามารถถือเป็นข้อมูล "ที่มีความหมาย" จากมุมมองของเจ้าของข้อมูลและจุดมุ่งหมายของบทบัญญัติได้

หลังจากยืนยันการมีอยู่และขอบเขตของสิทธิในการขอคำอธิบายแล้ว อัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์จะดำเนินการให้คำแนะนำเกี่ยวกับคุณภาพเนื้อหาที่คาดหวังจากคำอธิบายนี้ คำอธิบายควรทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถตรวจสอบ "ความสอดคล้องและความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุระหว่างวิธีการและเกณฑ์ที่ใช้และผลลัพธ์ที่ได้จากการตัดสินใจอัตโนมัติ" ได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น ข้อมูลที่ให้มาควรทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่กำลังประมวลผลได้ ตลอดจนตรวจสอบว่าข้อมูลสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลได้หรือไม่โดยใช้การประมวลผลอัตโนมัติที่ผู้ควบคุมอธิบายไว้ อย่างไรก็ตาม อัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์พบว่าสิทธิที่ระบุไว้ในมาตรา 15(1)(h) ของ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยอัลกอริทึมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทราบ ท้ายที่สุดแล้ว อัลกอริทึมอาจมีความซับซ้อนมากจนผู้ที่ขาดความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่จำเป็นไม่สามารถเข้าใจได้ 

แม้ว่าจะมีคำชี้แจงมากมาย แต่ความเห็นของอัยการสูงสุดคนนี้ก็ยังคงสงสัยว่าจะประสานข้อกำหนดที่เสนอสำหรับรูปแบบของคำอธิบายได้อย่างไร กับข้อกำหนดเชิงเนื้อหาที่ว่าข้อมูลจะต้องมี “ความสอดคล้องที่ตรวจสอบได้อย่างเป็นกลางและความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุ” ระหว่างวิธีการและเกณฑ์ที่ใช้ในการประมวลผลและผลลัพธ์อัตโนมัติ ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งที่กล่าวถึงในความเห็นคือการให้ตัวอย่างการประมวลผลที่คล้ายคลึงกันโดยไม่เปิดเผยชื่อแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยใช้การเปรียบเทียบ ซึ่งคล้ายกับวิธีการให้เหตุผลตามกรณีที่ใช้เพื่อให้เข้าใจอัลกอริทึมที่ซับซ้อนโดยนำเสนอกรณีที่เปรียบเทียบได้เป็นจุดอ้างอิงสำหรับผลลัพธ์เฉพาะ แม้ว่าตัวอย่างดังกล่าวอาจช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถจัดบริบทของข้อมูลที่ให้มาได้ดีขึ้น แต่ก็อาจไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของการตรวจสอบอย่างเป็นกลางของผลลัพธ์เฉพาะที่เกี่ยวกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เนื่องจากตัวอย่างเหล่านี้ไม่ได้เชื่อมโยงกับการตัดสินใจเฉพาะนั้น เกณฑ์นี้อาจบรรลุได้ยากเมื่อใช้อัลกอริทึมที่ซับซ้อนซึ่งความสามารถในการตีความและความแม่นยำมักไม่สอดคล้องกัน ในกรณีนี้ สามารถพูดได้เพียงว่าต้องปรับปรุงความสามารถในการตีความของอัลกอริทึมเท่านั้น ไม่ใช่บรรลุถึงความสามารถในการตีความของอัลกอริทึม  

ความไม่ชัดเจนระหว่างข้อกำหนดเกี่ยวกับรูปแบบและสาระสำคัญของคำอธิบายอาจชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับการตัดสินใจที่เป็นผลสืบเนื่อง เช่น การประเมินเครดิตหรือการตัดสินใจทางการบริหารเกี่ยวกับการแจกจ่ายผลประโยชน์ การจัดสรรใบอนุญาต ฯลฯ มากกว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับโฆษณาที่กำหนดเป้าหมายหรือคำแนะนำเพลง ผลที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป กำหนดเกณฑ์การตรวจสอบที่เป็นกลางอาจทำให้การตัดสินใจที่เป็นผลสืบเนื่องดังกล่าวในอนาคตทำขึ้นโดยใช้อัลกอริทึมที่ซับซ้อนน้อยกว่าหรือออกแบบให้ตีความได้ หากคำอธิบายสำหรับอัลกอริทึมที่ซับซ้อนไม่สามารถบรรลุเกณฑ์การตรวจสอบที่เป็นกลางได้ ในทางทฤษฎีแล้ว เรื่องนี้สามารถชดเชยได้ด้วยสิทธิของเจ้าของข้อมูลในการขอให้มนุษย์เข้ามาแทรกแซงแทนผู้ควบคุม (มาตรา 22(3) กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป) อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่แนวทางแก้ไขความตึงเครียดที่สังเกตได้อย่างแท้จริง ในทางที่ดีที่สุด เป็นเพียงการแก้ปัญหาชั่วคราวเท่านั้น

หากศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปยืนหยัดตามการวิเคราะห์ของอัยการเดอ ลา ตูร์ คำถามเกี่ยวกับสิทธิในการอธิบายตาม กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังเป็นประเด็นที่มีการคาดเดากันก็สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้สามประการประการแรก สามารถตรวจสอบได้ว่าสิทธิในการอธิบายนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรปหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้น สิทธิดังกล่าวมีที่มาจากที่ใด จนถึงขณะนี้ ทฤษฎีเกี่ยวกับแหล่งที่มาของสิทธิดังกล่าวครอบคลุมถึงมาตรา 13(2)(f), 14(2)(g), 15(1)(h) และ 22(3) และมาตรา 71 ของ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป ความคิดเห็นของอัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์โต้แย้งได้อย่างน่าเชื่อว่าสิทธิในการอธิบายนั้นโดยปริยายอยู่ในสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลที่กำหนดไว้ในมาตรา 15(1)(h) ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป ในทางกลับกัน มาตรา 22 ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป นั้นมีความเกี่ยวข้องอย่างแยกไม่ออก ดังนั้น ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป จึงสามารถถือว่าสิทธิในการอธิบายนั้นเกิดขึ้นจากการรวมกันของบทบัญญัติทั้งสองนี้

ประการที่สอง ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปสามารถตอบคำถามที่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลมีสิทธิได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับการทำงานของระบบอัตโนมัติเท่านั้นหรือไม่ หรือรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับเหตุผลที่ตัดสินใจเฉพาะเจาะจงด้วยหรือไม่ คำตอบดังกล่าวได้รับการเสนอแนะแล้วในความเห็นของอัยการสูงสุด Pikamäe ในคดี OQ v Schufa Holding และขณะนี้ อัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์ก็เห็นด้วยกับคำตอบดังกล่าวแล้ว โดยคำอธิบายดังกล่าวควรมีข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของระบบอัตโนมัติ ตลอดจนเหตุผลของผลลัพธ์บางประการ

ประการที่สาม ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปสามารถให้คำตอบสำหรับสิ่งที่ควรเข้าใจว่าเป็น 'ข้อมูลที่มีความหมายเกี่ยวกับตรรกะที่เกี่ยวข้อง' ในการตัดสินใจอัตโนมัติ ความคิดเห็นของอัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์ระบุว่าข้อมูลนี้ควรเข้าถึงได้สมบูรณ์เพียงพอ และมีบริบทที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการที่นำไปสู่การตัดสินใจอัตโนมัติ และมีเหตุผลสำหรับผลลัพธ์ของการตัดสินใจ นอกจากนี้ ยังเสนอมาตรวัดสำหรับการวัดว่าข้อมูลที่ให้ไว้ตามมาตรา 15(1)(h) ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป นั้นเพียงพอหรือไม่ โดยในฐานะมาตรวัดนั้น พร้อมทั้งเสนอว่าข้อมูลควรสามารถตรวจสอบความสอดคล้องและความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุระหว่างตรรกะที่เกี่ยวข้องในการประมวลผลอัตโนมัติและผลลัพธ์ที่ระบบได้มาได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดังนั้น ความคิดเห็นของอัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์จึงให้ความชัดเจนพอสมควรเกี่ยวกับคำถามที่วนเวียนอยู่ในวงอภิปรายทางวิชาการเกี่ยวกับการมีอยู่และขอบเขตของสิทธิในการขอคำอธิบายในกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป หวังว่าเมื่อเขียนคำพิพากษา ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปจะใช้ข้อโต้แย้งที่อัยการสูงสุดเดอ ลา ตูร์เสนอมา ตลอดจนชี้แจงว่าควรทำอย่างไรกับความตึงเครียดโดยธรรมชาติระหว่างข้อกำหนดที่กำหนดไว้สำหรับรูปแบบและสาระสำคัญของคำอธิบายตามมาตรา 15(1)(h) ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป