วันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561
การสื่อข่าวกับเสรีภาพในการแสดงออก
การยกเว้นการละเมิดสิทธิส่วนตัวจากการใช้โดรนในการสอดแนมเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก ซึ่งต้องมีการชั่งน้ำหนักระหว่างความกังวลของสาธารณะในการให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารที่ส่งเสริมตลาดความคิดเสรี โดรนหรือเครื่องบินไร้คนขับสามารถช่วยสื่อมวลชนและความสามารถของสาธารณะในการแสวงหาหรือรวบรวมข่าวสารได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถให้ดำเนินการหาข่าวสารได้ในบริเวณพื้นที่อันตรายโดยไม่ต้องให้คนมีความเสี่ยง และสามารถใช้เทคโนโลยีสอดแนมที่ทันสมัยในการก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถบินเข้าไปในพื้นที่ซึ่งเครื่องบินแบบดั้งเดิมไม่สามารถเข้าไปได้ และสามารถบินอยู่ได้นานกว่าด้วย
แต่ความท้าทายเกิดขึ้นจากความพยายามในการสร้างจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างผลประโยชน์ในการหาข่าวสารแบะผบประโยชน์ในสิทธิส่วนตัว บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่หนึ่งของหสรัฐอเมริกากำหนดว่า "รัฐสภาต้องไม่ออกกฎหมาย ... จำกัดเสรีภาพของคำพูดหรือของสื่อ ... " ศาลได้ตีความถ้อยคำว่าครอบคลุมทั้งรูปแบบของคำพูดแบบดั้งเดิม เช่น คำพูดทางการเมืองหรือบทความทางวิชาการ และรวมถึงรูปแบบในพฤติกรรมที่จำเป็นและเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออก เช่น การกระจายวรรณกรรมทางการเมืองหรือการหาเสียงแบบถึงประตูบ้าน
นอกจากนี้ ศาลยังได่ขยายความขอเขตของการคุ้มครองตามบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่หนึ่งให้รวมถึงพฤติกรรมอื่นด้วยไม่มีเป็นการแสดงที่้ชัดเจนในตนเอง แต่จำเป้นที่สอดคล้องกับความหมายและเนื้อหาเพื่อคุ้มครอง เช่น ศาลระบุว่าสาธารณะมีสิทธิที่จะได้รับข่าวสารในฐานะที่เป็นสิทธิเกี่ยวเนื่องจากสิทธิแสดงความเห็นอย่างเสรี ศาลได้ตัดสินหลายคดีในทำนองเดียวกันมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ว่าสาธารณะและสื่อมวลชนมีสิทธิในการหาและเก็รวบรวมข่าวสารตามรัฐธรรมนูญ เริ่มด้วยคดี Zemel v. Rusk ศาลให้ข้อสังเกตว่าสิทธิในการพูดและตีพิมพ์ไม่ได้มีพร้อมกับสิทธิในการสื่อข่าวหรือสิทธิในการแสวงหาข่าวของสื่อมวลชนอย่างไม่มีข้อจำกัด ศาลจึงมีความลังเลใจในการขยายสิทธฺดังกล่าวที่อาจส่งสัญญาณในประเด็นกังวลดังกล่าวว่าสิทธิในการสื่อข่าวโดยไม่มีเงื่อนไขจำกัดสามารถยกเว้นกฎระเบียบของรัฐที่กำหนดเงื่อนไขหรือข้อจำกัดการสื่อข่าวไว้ได้ แต่ในหลายปีต่อมา ศาลระบุไว้ในคดี Branzburg v. Hayes ที่แม้ว่ากฎหมายที่ใช้บังคับทั่วไปอยู่สามารถใช้บังคับอย่างเท่าเทียมกับผู้สื่อข่าวเช่นเดียวกับสาธารณะชนทั่วไป โดยไม่มีข้อยกเว้น การสื่อข่าวหรือแสวงหาข้อเท็จจริงของผู้สื่อข่าวได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่หนึ่ง และได้รับความคุ้มครองในการแสวงหาข่าว มิฉะนั้น เสรีภาพของผู้สื่อข่าวอาจลดทอนลง แต่ศาลก็ไม่ได้กำหนดขอบเขตของการคุ้มครองที่ชัดเจน ในคดี Cohen v. Cowles Media Co. ศาลยึดติดกับแนวคิดว่ามีเส้นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่ากฎหมายที่บังคับใช้ทั่วไปในปัจจุบันไม่ได้ขัดแย้งกับบทบบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่หนึ่งเพียง้พราะว่าการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมีผลต่อผู้สื่อข่าวในการแสวงหาข่าวสารและสื่อข่าวสารต่อสาธารณะเช่นเดียวกันกับประชาชนอื่นทั่วไป ศาลวินิจฉัยเพิ่มเติมว่าหนังสือพิมพ์ไม่ได้สิทธิคุ้มกันเป็นพิเศษจากการบังคับใช้กฎหมายทั่วไป และไม่ได้มีสิทธิพิเศษในการละเมิดสิทธิของผู้อื่น ซึ่งต่อมาได้ ศาลอื่นๆก็ได้เดินตามแนวทางดังกล่าวในการกรณีเกี่ยวกับการถ่ายภาพและบันทึกเสียงของผู้สื่อข่าวที่มีการอ้างสิทธิคุ้มกันตามรัฐธรรมนูญ
ต่อมาในคดี Dietemann v. Time, Inc. ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้ตีความในประเด็นว่านักข่าวสามารถใช้วิธีพรางตัวหรือปลอมตัวเพื่อแสวงหาข่าวได้หรือไม่ ซึ่งในคดีนี้บริษัท Time Life ได้ส่งผู้สื่อข่าวแฝงตัวเข้าไปในบ้านของคนที่อ้างว่าในบ้านมาแร่ที่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ ผู้สื่อข่าวได้ซ่อนกล้องเพื่อเก็บภาพของผู้ชายเจ้าของบ้านและซ่อนไมโครโฟนเพื่อบันทึกสื่อและเผยแพร่บทสนทนา ผู้สื่อข่าวได้อ้างสิทธิการสื่อข่าวตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเมื่อถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ศาลอธิบายว่าแม้ว่าเจ้าของบ้านจะมีความเสี่ยงในการเชิญบุคคภายนอกเข้าไปในบ้าน เพราะว่าแขกที่เข้าไปในบ้านอาจนำบทสนทนามาเผยแพร่ได้ แต่เจ้าของบ้านไม่ควรจะต้องแบกรับความเสี่ยงว่าอะไรที่ได้ยินหรือเห็นจะส่งออกไปภายนอกด้วยการถ่ายภาพหรือการบันทึกเสียง ดังนั้น อุปกรณ์ล้ำสมัยที่ซ่อนไว้ไม่ถือว่าเป็นเครื่องมือในการรายงานข่าวสืบสวนที่ขาดไม่ได้แฃะบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่หนึ่งไม่ได้ถูกตีความให้ความคุ้มกันผู้สื่อข่าวจากการละเมิดหรือการก่ออาชญากรรมที่ดำเนินการในระหว่างการแสวงหาข่าวหรือสื่อข่าวแต่ประการใด
ในคดี Galella v. Onassis นายกัลเลอล่า ซึ่งเป็นผู้ที่อ้างตนเองว่าเป็นผู้สื่อข่าวที่เกาะติดนางแจ๊คเกอร์ลีน เคนเนดี้ โดยได้คอยติดตามถ่ายภาพและรังครานครอบครัวของนางแจ๊คเกอร์ลีนตลอดเวลา ศาลอุทธรณ์ภาคสองได้ตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนตัว แต่นายกัลเลอล่าอ้างว่าตนเองเป็นผู้สื่อข่าวจะได้รับการคุ้มครองอย่างสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ ศาลอุทธรณ์ภาคสองได้ปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าขอบเขตการคุ้มครองสิทธิของบทบัญญัติรัฐธรรมนูฐฉบับแก้ไขที่หนึ่งไม่ได้ให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงกรณีดังกล่าวตามที่อ้าง การก่ออาชญากรรมและการละเมิดสิทธิผู้อื่นในระหว่างการแสวงหาข่าวไม่ได้รับความคุ้มครอง จึงไม่มีภัยคุกคามใดในการนำเสนอข่าวอย่างเสรีที่ผู้สื่อข่าวต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
วันพุธที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561
กรอบการกำกับดูแลการเข้ารหัสของสหราชอาณาจักร
กฎหมายการคุ้มครองข้อมูล ปี ค.ศ. 1998 (Data Protection Act 1998) กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลมีหน้าที่จัดให้มีมาตรการทางเทคนิคและองค์กรที่เหมาะสมในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและประกันให้การพัฒนาทางเทคโนโลยีและต้นทุนในการดำเนินการตามมาตรการ มาตรการนั้นต้องประกันระดับของความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมกับ (ก) อันตรายที่อาจมาจากการประมวลผลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาตหรือการสูญเสียโดยอุบัติเหตุ การทำลายหรือเสียหายตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ และ (ข) ลักษณะของข้อมูลที่ได้รับความคุ้มครอง
กฎดังกล่าวได้สร้างพันธกรณีในการเข้ารหัสว่าเทคโนโลยีการเข้ารหัสอยู่ภายใต้สถานะการพัฒนาทางเทคโนโลยีและดังนั้นควรดำเนินการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารที่มีการประกาศแนวทางดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้เกิดแนวปฏิบัติที่ดีและนโยบายการบังคับใช้กฎหมาย หน้าที่หลักของสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารประการหนึ่งคือการใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัส โดยสำนักงานฯได้ตีพิมพ์แนวทางเฉพาะสำหรับการเข้ารหัสในเดือนพฤศจิกายน 2007 และแนวทางปฏิบัติสำหรับความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศปนเดือนเทษายน 2012 การเข้ารหัสกลายเป็นเรื่องสำคัญในฐานะที่เป็นวิธีการประกันว่าข้อมูลสามารถเข้าถึงโดยผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ปัจจุบันนี้ สำนักงานฯได้ประกาศแนวทางนโยบายการใช้อุปกรณ์ตนเองในที่ทำงาน (Bring Your Onw Device หรือ BYOD) เพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สนับสนุนความจำเป็นในการเข้ารหัสและประกาศว่าการเข้ารหัสเป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้นว่าธุรกิจต้องพิจารณาให้ความสำคัญกับการประเมินกระบวนการประมวลผลข้อมูลของตนเอง อนึ่งอนวปฏิบัติที่ออกประกาศโดยสำนักงานฯ มีผลทางกฎหมายและมีผลบังคับใช้ในทางปกครองกับผู้ควบคุมข้อมูล
ที่ผ่านมา การบังคับใช้แนวปฏิบัติดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากผู้ควบคุมข้อมูลโดยเฉพาะการเข้ารหัสข้อมูลตามแนวปฏิบัติ ต่อมาการกำกับดูแลหันมาให้ความสำคัญกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่พกพาได้ง่ายและไม่มีการเข้ารหัส รวมทั้งเมมโมรี่สติ๊ก และจากนั้นกฌให้ความสำคัญกับการเข้ารหัสอีเมลล์และการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ รวมทั้งการเข้รหัสเซิร์ฟเวอร์และฐานข้อมูล ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลได้สร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมในการเข้ารหัสของข้อมูลส่วนบุคคลในสหราชอาณาจักรและถือว่าประสบความสำเร็จตามเปา้หมาย
อย่างไรก็ตาม ผู้ควบคุมข้อมูลในบริการทางการเงินที่ให้บริการในภาคการเงินในสหราชอาณาจักรถูกกำกับดูแลแยกต่างหาก โดยองค์กรกำกับพฤติกรรมทางการเงิน (Financial Conduct Authpority หรือ FCA) ที่มีอำนาจตามกฎหมายบริการทางการเงินและตลาดการเงินปี ค.ศ. 2000 (Financial Services and Markets Act 2000 หรือ FSMA) ภายใต้กรอบการกำกับดูแลดังกล่าว บริการที่ให้บริการทางการเงินต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในการดำเนินการและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากอาชญากรรมทางการเงิน พันธกรณีดังกล่าวได้กำหนดพันธกรณีในการเข้ารหัสไว้ แต่ไม่เหมือนกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูล กฎหมายบริการทางการเงินและตลาดทางการเงินไม่มีขอบเขตจำกัดอยู่เฉพาะข้อมูลส่วนบุคคล ในเดือนกุมภาพันธฺ 2007 ประเด็นการเข้ารหัสในบริการทางการเงินได้รุดหน้าเมื่อมีการปรับสมาคมก่อสร้างเป้นจำนวน 980,000 ปอนด์ในกรณีที่ทำให้ข้อมูลลูกค้าที่อยู่ในคอมพิวเตอร์พกพาสูญหา ในเดือนเมษายน 2008 องค์กรกำกับพฤติกรรมทางการเงินได่้ประกาศรายงานอาชญากรรมทางการเงินและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลทางการเงิน พร้อมกำหนดความคาดหวังว่าบริษัทที่ให้บริการทางการเงินต้องมีหน้าที่เข้ารหัสในอุปกรณ์ที่พกพาได้และสื่อที่เกี่ยวข้อง ในปี ค.ศ. 2010 บริษัทประกันภัยถูกปรับเป็นจำนวน 2,275,000 ปอนด์ในกรณีที่ทำให้เทปเก็บข้อมูลสำรองที่ไม่มีการเข้ารหัสสูญหายไปในระหว่างเดินทาง ค่าปรับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าภาคการเงินในสหราชอาณาจักรได้พยายามยกระดับความสำคัญของการเข้ารหัสข้อมูลส่วนบุคคล
กฎดังกล่าวได้สร้างพันธกรณีในการเข้ารหัสว่าเทคโนโลยีการเข้ารหัสอยู่ภายใต้สถานะการพัฒนาทางเทคโนโลยีและดังนั้นควรดำเนินการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารที่มีการประกาศแนวทางดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้เกิดแนวปฏิบัติที่ดีและนโยบายการบังคับใช้กฎหมาย หน้าที่หลักของสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารประการหนึ่งคือการใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัส โดยสำนักงานฯได้ตีพิมพ์แนวทางเฉพาะสำหรับการเข้ารหัสในเดือนพฤศจิกายน 2007 และแนวทางปฏิบัติสำหรับความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศปนเดือนเทษายน 2012 การเข้ารหัสกลายเป็นเรื่องสำคัญในฐานะที่เป็นวิธีการประกันว่าข้อมูลสามารถเข้าถึงโดยผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ปัจจุบันนี้ สำนักงานฯได้ประกาศแนวทางนโยบายการใช้อุปกรณ์ตนเองในที่ทำงาน (Bring Your Onw Device หรือ BYOD) เพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สนับสนุนความจำเป็นในการเข้ารหัสและประกาศว่าการเข้ารหัสเป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้นว่าธุรกิจต้องพิจารณาให้ความสำคัญกับการประเมินกระบวนการประมวลผลข้อมูลของตนเอง อนึ่งอนวปฏิบัติที่ออกประกาศโดยสำนักงานฯ มีผลทางกฎหมายและมีผลบังคับใช้ในทางปกครองกับผู้ควบคุมข้อมูล
ที่ผ่านมา การบังคับใช้แนวปฏิบัติดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากผู้ควบคุมข้อมูลโดยเฉพาะการเข้ารหัสข้อมูลตามแนวปฏิบัติ ต่อมาการกำกับดูแลหันมาให้ความสำคัญกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่พกพาได้ง่ายและไม่มีการเข้ารหัส รวมทั้งเมมโมรี่สติ๊ก และจากนั้นกฌให้ความสำคัญกับการเข้ารหัสอีเมลล์และการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ รวมทั้งการเข้รหัสเซิร์ฟเวอร์และฐานข้อมูล ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลได้สร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมในการเข้ารหัสของข้อมูลส่วนบุคคลในสหราชอาณาจักรและถือว่าประสบความสำเร็จตามเปา้หมาย
อย่างไรก็ตาม ผู้ควบคุมข้อมูลในบริการทางการเงินที่ให้บริการในภาคการเงินในสหราชอาณาจักรถูกกำกับดูแลแยกต่างหาก โดยองค์กรกำกับพฤติกรรมทางการเงิน (Financial Conduct Authpority หรือ FCA) ที่มีอำนาจตามกฎหมายบริการทางการเงินและตลาดการเงินปี ค.ศ. 2000 (Financial Services and Markets Act 2000 หรือ FSMA) ภายใต้กรอบการกำกับดูแลดังกล่าว บริการที่ให้บริการทางการเงินต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในการดำเนินการและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากอาชญากรรมทางการเงิน พันธกรณีดังกล่าวได้กำหนดพันธกรณีในการเข้ารหัสไว้ แต่ไม่เหมือนกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูล กฎหมายบริการทางการเงินและตลาดทางการเงินไม่มีขอบเขตจำกัดอยู่เฉพาะข้อมูลส่วนบุคคล ในเดือนกุมภาพันธฺ 2007 ประเด็นการเข้ารหัสในบริการทางการเงินได้รุดหน้าเมื่อมีการปรับสมาคมก่อสร้างเป้นจำนวน 980,000 ปอนด์ในกรณีที่ทำให้ข้อมูลลูกค้าที่อยู่ในคอมพิวเตอร์พกพาสูญหา ในเดือนเมษายน 2008 องค์กรกำกับพฤติกรรมทางการเงินได่้ประกาศรายงานอาชญากรรมทางการเงินและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลทางการเงิน พร้อมกำหนดความคาดหวังว่าบริษัทที่ให้บริการทางการเงินต้องมีหน้าที่เข้ารหัสในอุปกรณ์ที่พกพาได้และสื่อที่เกี่ยวข้อง ในปี ค.ศ. 2010 บริษัทประกันภัยถูกปรับเป็นจำนวน 2,275,000 ปอนด์ในกรณีที่ทำให้เทปเก็บข้อมูลสำรองที่ไม่มีการเข้ารหัสสูญหายไปในระหว่างเดินทาง ค่าปรับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าภาคการเงินในสหราชอาณาจักรได้พยายามยกระดับความสำคัญของการเข้ารหัสข้อมูลส่วนบุคคล
เทคโนโลยีการเข้ารหัสกับการบังคับใช้กฎหมาย
เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าระบบสื่อสารยุคใหม่จะเข้าสู่ระบบเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหมดในไม่ช้า ซึ่งส่งผลให้บทบาทของรัฐบาลเกี่ยวกับการเข้ารหัสข้อมูลและสิทธิส่วนตัว เนื่องจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและความมั่นคงของชาติต้องเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหลักการแล้วการเขารหัสเป็นการประกันว่าการคุ้มครองข้อมูลซึ่งคุ้มครองเนื้อหาจากการเข้าถึงหรือเข้าใจในกรณีที่ข้อมูลดังกล่าวไปตกอยู่ในมือของคนอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาต ความท้าทายเกิดขึ้นเมื่อไม่มีทางที่จะไม่สามารถถอดรหัสข้อมูลได้เนื่องจากมีความจำเป็นต้องมีวิธีการถอดรหัสแบบไม่มีกุญแจของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะหากเกี่ยวข้องกับกิจกรรมขององค์กรอาชญากรรม ขบวนการค้ายาเสพติด และผู้ก่อการร้าย
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาต่อสาธารณในเดือนธันวาคม 2015 ในกรณีเกิดเหตุการณ์ยิงกันในเมืองซาน เบอร์นาดิโน่ หน่วยสืบสวนกลางของรัฐบาลกลาง (FBI) ไม่สามารถเข้าถึงข้อม฿ลของโทรศัพท์ไอโฟนของผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือปืนเนื่องจากลักษณะของการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงไว้ รวมทั้งการเข้ารหัสข้อมูลของผู้ใช้โทรศัพท์ไว้ด้วย ในชั้นแรก หน่วยสืบสวนกลางของรัฐบาลกลางร้องขอไปยังสำนักงานความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติ (National Security Agency) ให้เข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์ แต่ผู้เชี่ยวชาญในสำนักงานความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ทางหน่วยสืบสวนกลางได้ร้องขอให้บริษัทแอปเปิ้ลสร้างซอฟต์แวร์ใหม่ขึ้นมาเพื่อให้หน่วยสืบสวนกลางสามารถเปิดรหัสโทรศัพท์ได้ แต่ทางบริษัทแอปเปิ้ลก็ปฏิเสธคำร้องขอดังกล่าว
กรณีที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นในบราซิล บริษัท WhatsApp และบริษัทแม่คือบริษัท Facebook ได้ปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้บริการจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่จะร้องขอเพื่อทำการสืบสวนคดีอาชญากรรม ความขัดแย้งเกิดจากการเข้ารหัสข้อมูลการสื่อสารของผู้ใช้บริการของบริษัท WhatsApp ซึ่งทางหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้และทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่อนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมได้
การสื่อสารเป็นความจำเป็นที่สำคัญของทางการทหารเพราะหมายความว่าหากศัตรูสามารถเข้าถึงข้อมูลความลับที่สำคัญได้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการแพ้หรือชนะสงครามได้ ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีการเข้ารหัสจึงได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อประกันว่าข้อมูลที่สำคัญหรืออ่อนไหวไม่สามารถถอดรหัสได้โดยฝ่ายตรงกันข้าม เทคโนโลยีการเข้ารหัสจึงถูกถือว่าเป็นเทคโนโลยีอาวุธประเภทหนึ่ง ปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นขีดความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยของชาติที่ถูกควบคุมโดยหน่วยงานควบคุมการค้าด้านการป้องกันประเทศ (the Directorate of Defense Trade Controls) ในยุคข้อมูลข่าวสารที่เติบโตอย่างรวดเร็วและการสื่อสารระบบดิจิทัลแพร่หลาย หน่วยงานมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (the National Bureau of Standards หรือ NBS) ได้กำหนดาตรฐานการเข้ารหัสไว้ ซึ่งได้รับรองมาตรฐานอัลกอริทึกสำหรับการโอนเงินที่พัฒนาโดยบริษัท IBM และต่อมาก็ได้รับการรับรองโดยสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (the National Security Agency หรือ NSA) มาตรฐานดังกล่าวเรียกว่า DES (Data Encryption Standard) ซึ่งใช้การเข้ารหัสแบบอสมมาตรที่ต้องมีกุญแจสาธารณะและกุญแจส่วนบุคคลในการเข้าและถอดรหัสข้อมูล
ในช่วงก่อนทศวรรษที่ 1990 การใช้เทคโนโลยี DES ในภาคเอกชนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเชิงพาณิชย์และวงการวิชาการ แนวโน้มดังกล่าวส่งสัญญาณไปยังรัฐบาทั่วโลกให้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวและประเด็นปัญหาต่อหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งหน่วยงานรัฐได้อ้างว่าการเข้ารหัสแบบง่ายๆทำให้อาชญากรและผู้ก่อการร้ายสามารถดำเนินการโดยไม่ต้องรับผิดได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีการเข้ารหัสก็ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ประกอบกับอินเทอร์เน็ตที่แพร่หลายทำให้ระบบการสื่อสารก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ข้อมูลบนอุปกรณ์ส่วนบุคคลก็สามารถเข้ารหัสได้อย่างปลอดภัย ในขณะเดียวกัน ข้อกำหนดให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างทันท่วงทีก็เพิ่มขึ้นในขณะเดียวกัน การอ้างอิงการสนับสนุนจากฝ่ายตุลาการที่ยังมีความเห็นที่ไม่ลงรอยกันได้มีการเรียกร้องให้ข้อมูลของผู้ใช้บริการและการลงทุนของรัฐบาลในการต่อสู้กับวิธีการเข้ารหัสที่ซับซ้อน ความต้องการที่จะให้การทำงานของหน่าวยงานรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ในมุมมองที่ค่อนข้างยอมรับมีสามแนวทางที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เข้ารหัสได้ อาทิ
(1) อุปกรณ์ที่บรรจุข้อมูล ซึ่งอาจเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล สมาร์ทโฟน แทบเล็ท หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่มีข้อมูลสารเทศอยู่
(2) ข้อมูลในการสื่อสาร หากข้อมูลหรือเนื้อหาการสนทนาหลงเหลืออยู่ในอุปกรณ์สื่อสารของต้นทางและในการส่งไปยังอุปกรณ์ปลายทาง
(3) เซิร์ฟเวอร์สื่อสารของบริษัทสื่อสารที่เป็นตัวกลางในการให้บริการสื่อสาร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของการสื่อสาร
หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมักจะร้องขอศาลในการเข้าถึงข้อมูลจากสามแนวทางดังกล่าว
บริษัท WhatsApp ได้มีการเข้ารหัสข้อมูลของผู้ใช้บริการมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ในช่วงแรกก็มีความเป็นไปได้ที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถถอดรหัสได้ นับแต่ปี 2012 บริษัท WhatsApp ได้ปรับปรุงระบบการเข้ารหัสใหม่ทำให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมีปัญหาในการถอดรหัสเนื้อหาบนโปรแกรมของบริษัท แม้ว่าทางบริษัท WhatsApp ยังสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ผ่านทางเซิร์ฟเวอร์ของตน ในเดือนเมษายน 2016 WhatsApp ประกาศว่าบริษัทได้มีการเข้ารหัสการสื่อสารตั้งแต่ต้นทางไปจนกระทั่งปลายทาง และประกันว่าแม้กระทั่งพนักงานของบริษัทก็ไม่สามารถเข้าถึงและอ่านข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ได้หรือข้อมูลที่วิ่งบนโครงข่ายได้ นโยบายดังกล่าวของ WhatsApp เท่ากับเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลที่เรียกร้องให้หน่วยงานบังคับกฎหมายสามารถเข้าถึงเนื้อหาของระบบ WhatsApp ได้ เป็นที่น่าสนใจว่าในช่วงดังกล่าวบริษัทในซิลิกอน วัลเลย์หลายบริษัทได้ปะทะกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเด็นความเป้นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ ระบบและเทคโนโลยีของการเข้ารหัสที่เข้มแข็งมั่นคงขึ้นสร้างความเชื่อมั่นในการสื่อสาร อาจเป้นสาเหตุหนึ่งที่บริษัท WhatsApp รวมทั้งบริษัทสื่อสารหลายบริษัทเลือกที่จะประกาศนโยบายประกันความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ
ในกรณีที่เกิดขึ้นในบราซิล วันที่ 16 ธันวาคม 2015 ศาลอาญาที่หนึ่งในเซาเบอร์นาโด้โดแคมโปมีคำวินิจฉัยลงโทษที่บริษัท WhatsApp ไม่ให้ความร่วมมือตามคำสั่งศาลในกรณีที่การสืบสวนคดีแก็งปล้นธนาคาร ต่อมาในวันเดียวกันช่วงบ่ายคณะผู้พิพากษาศาลอาญาที่สิบเอ็ดได้กลับคำตัดสินดังกล่าว ในสามเดือนต่อมา รองประธานของบริษัทเฟสบุ๊กในลาตินอเมริกาได้ถูกจับและดำเนินคดีในข้อหาไม่ปฏิบัติไม่ให้ข้อมูลในการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา ในวันที่ 30 มิถุนายน 2016 หนังสือพิมพ์รายงานว่าศาลสหพันธ์รัฐลอนดริน่ามีคำวินิจฉัยให้ระงับบัญชีธนาคารของบริษัทเฟสบุ๊กเพื่อเป้นหลักประกันค่าปรับในกรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลเป็นจำนวน 19.5 ล้านเหรียญบราซิล วัตถุประสงค์ของศาลคือให้บริษัท WhatsApp ส่งมอบข้อมูลการสนทนาของผู้ใช้บริการบางราย ในที่สุดวันที่ 19 กรกฎาคม 2016 ศาลอาญาสูงสุดในกรุงริโอได้วินิจฉัยให้บริษัท WhatsApp เป็นฝ่ายชนะในการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล แต่ในวันเดียวกันนั้นประธานศาลสูงสุดได้ระงับคำวินิ๗ฉัยดังกล่าว
ความเคลื่อนไหวของ WhatsApp ก่อให้เกิดคำถามหลายประการทั้งในเชิงจริยธรรมในการสร้างสมดุลระหว่างสิทธิส่วนตัวของผู้ใช้บริการกะบความมั่นคงของชาตและความปลอดภัยของสาธารณะ บริษัท WhatsApp ได้อ้างว่าด้วยเทคโนโลยีเข้ารหัสใหม่นี้ บริษัทไม่ได้ควบคุมหรือมีความรับผิดชอบการจราจรเหนือโครงข่ายหรือระบบตนเองและดังนั้น จึงไม่สามารถทำตามคำสั่งศาลได้ ซึ่งส่งผลต่อแนวปฏิบัติของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่มีแต่ดั้งเดิมที่มักจะดักฟังการสื่อสารในการจัดการกับอาชญากรรมและโดยเฉพาะเมื่อได้รับการเห็นชอบจากศาล รัฐสภาเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเข้ารหัสสร้างประตูหลังให้เฉพาะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสารเพื่อบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่บริษัทเทคโนโลยีสื่อสารไม่รับฟังเสียงเรียกร้องจากรัฐสภาและรัฐบาล จึงต้องมีการสร้างสมดุลอำนาจกับภาคเอกชน ตัวอย่างเช่น บริษัทกูเกิ้ลอ้างว่าบริษัทไม่ได้มีนโยบายให้ความร่วมมือกับหมายศาลโดยอัตโนมัติในกรณีที่มีการล่วงละเมิดสิทธิส่วนตัว บริษัทเฟสบุ๊กสร้างระบบการร้องขอสำหรับการบังคับใช้กฎหมายผ่านระบบออนไลน์เพื่อทบทวนประเภทของเนื้อหาที่ถูกร้องขอโดยหน่วยงานรัฐบาลเพื่อวัตถุประสงค์ในการสืบสวนสอบสวนหรือหมายศาล บริษัทเฟสบุ๊กต้องการรายละเอียดของคดีและคำอธิบายของความสำคัญของเนื้อหาที่ร้องขอและไม่ได้ดำเนินการตามหมายศาลโดยทันที
ทั้งนี้ จึงมีคำถามว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ในการจัดการกับการเข้ารหัสของบริษัทเทคโนโลยีสื่อสาร คำตอบคือมีทางเลือกอื่นอีก คือการใช้โปรแกรมจัดการกับข้อมูลในอุปกรณ์ของผู้ใช้บริการได้ แต่ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่สูงและมีความเสี่ยงในการเข้าถึงข้อมูลในบางกรณี เช่น การจะดักฟังหรือติดตามเป้าหมายมากกว่าหนึ่งคน จะมีความยุ่งยากกว่าการให้บริษัทเจ้าของระบบดำเนินการให้
เนื้อหาของการสนทนาสามารถจัดเก็บได้ในสถานที่ที่สามารถเข้าถึงได้โดยหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายหรือหน่วยงานของ WhatsApp ที่รับผิดชอบเพื่อตอบสนองความต้องการของระบบยุติธรรมหรือศาล ต้นทุนในกรดำเนินการดังกล่าวค่อนข้างมากรวมทั้งการสร้างระบบตรวจสอบภายใน การสร้างระบบการทำงานที่สามารถตรวจสอบเป้าหมายเฉพาะเจาะจง และการสร้างระบบการสนับสนุนการทำงานที่เกี่ยวเนื่องเป็นต้น เป้าหมายของ WhatsApp ในการปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ แต่ WhatsApp ไม่สามารถปกป้องเนื้อหาของข้อความของผู้ใช้บริการได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเมต้าของการสื่อสารได้ เช่น ใครคุยกับใคร ระยะเวลาในการสื่อสาร การเชื่อมต่อกับเป้าหมาย และจำนวนของข้อมูลที่สื่อสารระหว่างผู้ต้องสงสัยกับบุคคลอื่น ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับเนื้อหาของข้อความสื่อสาร ข้อมูลดังกล่าวได้มีความชอบธรรมในการใช้งานโโยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
โดยสรุป ในกรณีของ WhatsApp ระบบยุติธรรมของบราซิลแสดงให้เห็นความจำเป็นของการประนีประนอมระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย ความมั่นคงของชาติ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ปฏิกิริยาที่น่าสนใจ เช่น การระงับการให้บริการที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน และการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งบริการสาธารณะของภาครัฐ ปัจจุบันนี้ เรากำลังเผชิญสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วที่สามารถเลือกหรือจัดลำดับความสำคัญต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการเหนือการก่ออาชญากรรมหรือการกอ่การร้าย บริษัทผู้ให้บริการสื่อสารมีรายได้จากการใช้ประโยชน์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ จึงก่อให้เกิดคำถามในกรณีที่มีการอ้างความชอบธรรมเกี่ยวกับสิทธิส่วนตัว ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ ต้องคอยดูพัฒนาการทางกฎหมายและนโยบายของรัฐกันต่อไป
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาต่อสาธารณในเดือนธันวาคม 2015 ในกรณีเกิดเหตุการณ์ยิงกันในเมืองซาน เบอร์นาดิโน่ หน่วยสืบสวนกลางของรัฐบาลกลาง (FBI) ไม่สามารถเข้าถึงข้อม฿ลของโทรศัพท์ไอโฟนของผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือปืนเนื่องจากลักษณะของการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงไว้ รวมทั้งการเข้ารหัสข้อมูลของผู้ใช้โทรศัพท์ไว้ด้วย ในชั้นแรก หน่วยสืบสวนกลางของรัฐบาลกลางร้องขอไปยังสำนักงานความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติ (National Security Agency) ให้เข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์ แต่ผู้เชี่ยวชาญในสำนักงานความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ทางหน่วยสืบสวนกลางได้ร้องขอให้บริษัทแอปเปิ้ลสร้างซอฟต์แวร์ใหม่ขึ้นมาเพื่อให้หน่วยสืบสวนกลางสามารถเปิดรหัสโทรศัพท์ได้ แต่ทางบริษัทแอปเปิ้ลก็ปฏิเสธคำร้องขอดังกล่าว
กรณีที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นในบราซิล บริษัท WhatsApp และบริษัทแม่คือบริษัท Facebook ได้ปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้บริการจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่จะร้องขอเพื่อทำการสืบสวนคดีอาชญากรรม ความขัดแย้งเกิดจากการเข้ารหัสข้อมูลการสื่อสารของผู้ใช้บริการของบริษัท WhatsApp ซึ่งทางหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้และทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่อนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมได้
การสื่อสารเป็นความจำเป็นที่สำคัญของทางการทหารเพราะหมายความว่าหากศัตรูสามารถเข้าถึงข้อมูลความลับที่สำคัญได้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการแพ้หรือชนะสงครามได้ ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีการเข้ารหัสจึงได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อประกันว่าข้อมูลที่สำคัญหรืออ่อนไหวไม่สามารถถอดรหัสได้โดยฝ่ายตรงกันข้าม เทคโนโลยีการเข้ารหัสจึงถูกถือว่าเป็นเทคโนโลยีอาวุธประเภทหนึ่ง ปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นขีดความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยของชาติที่ถูกควบคุมโดยหน่วยงานควบคุมการค้าด้านการป้องกันประเทศ (the Directorate of Defense Trade Controls) ในยุคข้อมูลข่าวสารที่เติบโตอย่างรวดเร็วและการสื่อสารระบบดิจิทัลแพร่หลาย หน่วยงานมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (the National Bureau of Standards หรือ NBS) ได้กำหนดาตรฐานการเข้ารหัสไว้ ซึ่งได้รับรองมาตรฐานอัลกอริทึกสำหรับการโอนเงินที่พัฒนาโดยบริษัท IBM และต่อมาก็ได้รับการรับรองโดยสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (the National Security Agency หรือ NSA) มาตรฐานดังกล่าวเรียกว่า DES (Data Encryption Standard) ซึ่งใช้การเข้ารหัสแบบอสมมาตรที่ต้องมีกุญแจสาธารณะและกุญแจส่วนบุคคลในการเข้าและถอดรหัสข้อมูล
ในช่วงก่อนทศวรรษที่ 1990 การใช้เทคโนโลยี DES ในภาคเอกชนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเชิงพาณิชย์และวงการวิชาการ แนวโน้มดังกล่าวส่งสัญญาณไปยังรัฐบาทั่วโลกให้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวและประเด็นปัญหาต่อหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งหน่วยงานรัฐได้อ้างว่าการเข้ารหัสแบบง่ายๆทำให้อาชญากรและผู้ก่อการร้ายสามารถดำเนินการโดยไม่ต้องรับผิดได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีการเข้ารหัสก็ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ประกอบกับอินเทอร์เน็ตที่แพร่หลายทำให้ระบบการสื่อสารก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ข้อมูลบนอุปกรณ์ส่วนบุคคลก็สามารถเข้ารหัสได้อย่างปลอดภัย ในขณะเดียวกัน ข้อกำหนดให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างทันท่วงทีก็เพิ่มขึ้นในขณะเดียวกัน การอ้างอิงการสนับสนุนจากฝ่ายตุลาการที่ยังมีความเห็นที่ไม่ลงรอยกันได้มีการเรียกร้องให้ข้อมูลของผู้ใช้บริการและการลงทุนของรัฐบาลในการต่อสู้กับวิธีการเข้ารหัสที่ซับซ้อน ความต้องการที่จะให้การทำงานของหน่าวยงานรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ในมุมมองที่ค่อนข้างยอมรับมีสามแนวทางที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เข้ารหัสได้ อาทิ
(1) อุปกรณ์ที่บรรจุข้อมูล ซึ่งอาจเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล สมาร์ทโฟน แทบเล็ท หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่มีข้อมูลสารเทศอยู่
(2) ข้อมูลในการสื่อสาร หากข้อมูลหรือเนื้อหาการสนทนาหลงเหลืออยู่ในอุปกรณ์สื่อสารของต้นทางและในการส่งไปยังอุปกรณ์ปลายทาง
(3) เซิร์ฟเวอร์สื่อสารของบริษัทสื่อสารที่เป็นตัวกลางในการให้บริการสื่อสาร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของการสื่อสาร
หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมักจะร้องขอศาลในการเข้าถึงข้อมูลจากสามแนวทางดังกล่าว
บริษัท WhatsApp ได้มีการเข้ารหัสข้อมูลของผู้ใช้บริการมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ในช่วงแรกก็มีความเป็นไปได้ที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถถอดรหัสได้ นับแต่ปี 2012 บริษัท WhatsApp ได้ปรับปรุงระบบการเข้ารหัสใหม่ทำให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมีปัญหาในการถอดรหัสเนื้อหาบนโปรแกรมของบริษัท แม้ว่าทางบริษัท WhatsApp ยังสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ผ่านทางเซิร์ฟเวอร์ของตน ในเดือนเมษายน 2016 WhatsApp ประกาศว่าบริษัทได้มีการเข้ารหัสการสื่อสารตั้งแต่ต้นทางไปจนกระทั่งปลายทาง และประกันว่าแม้กระทั่งพนักงานของบริษัทก็ไม่สามารถเข้าถึงและอ่านข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ได้หรือข้อมูลที่วิ่งบนโครงข่ายได้ นโยบายดังกล่าวของ WhatsApp เท่ากับเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลที่เรียกร้องให้หน่วยงานบังคับกฎหมายสามารถเข้าถึงเนื้อหาของระบบ WhatsApp ได้ เป็นที่น่าสนใจว่าในช่วงดังกล่าวบริษัทในซิลิกอน วัลเลย์หลายบริษัทได้ปะทะกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเด็นความเป้นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ ระบบและเทคโนโลยีของการเข้ารหัสที่เข้มแข็งมั่นคงขึ้นสร้างความเชื่อมั่นในการสื่อสาร อาจเป้นสาเหตุหนึ่งที่บริษัท WhatsApp รวมทั้งบริษัทสื่อสารหลายบริษัทเลือกที่จะประกาศนโยบายประกันความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ
ในกรณีที่เกิดขึ้นในบราซิล วันที่ 16 ธันวาคม 2015 ศาลอาญาที่หนึ่งในเซาเบอร์นาโด้โดแคมโปมีคำวินิจฉัยลงโทษที่บริษัท WhatsApp ไม่ให้ความร่วมมือตามคำสั่งศาลในกรณีที่การสืบสวนคดีแก็งปล้นธนาคาร ต่อมาในวันเดียวกันช่วงบ่ายคณะผู้พิพากษาศาลอาญาที่สิบเอ็ดได้กลับคำตัดสินดังกล่าว ในสามเดือนต่อมา รองประธานของบริษัทเฟสบุ๊กในลาตินอเมริกาได้ถูกจับและดำเนินคดีในข้อหาไม่ปฏิบัติไม่ให้ข้อมูลในการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา ในวันที่ 30 มิถุนายน 2016 หนังสือพิมพ์รายงานว่าศาลสหพันธ์รัฐลอนดริน่ามีคำวินิจฉัยให้ระงับบัญชีธนาคารของบริษัทเฟสบุ๊กเพื่อเป้นหลักประกันค่าปรับในกรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลเป็นจำนวน 19.5 ล้านเหรียญบราซิล วัตถุประสงค์ของศาลคือให้บริษัท WhatsApp ส่งมอบข้อมูลการสนทนาของผู้ใช้บริการบางราย ในที่สุดวันที่ 19 กรกฎาคม 2016 ศาลอาญาสูงสุดในกรุงริโอได้วินิจฉัยให้บริษัท WhatsApp เป็นฝ่ายชนะในการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล แต่ในวันเดียวกันนั้นประธานศาลสูงสุดได้ระงับคำวินิ๗ฉัยดังกล่าว
ความเคลื่อนไหวของ WhatsApp ก่อให้เกิดคำถามหลายประการทั้งในเชิงจริยธรรมในการสร้างสมดุลระหว่างสิทธิส่วนตัวของผู้ใช้บริการกะบความมั่นคงของชาตและความปลอดภัยของสาธารณะ บริษัท WhatsApp ได้อ้างว่าด้วยเทคโนโลยีเข้ารหัสใหม่นี้ บริษัทไม่ได้ควบคุมหรือมีความรับผิดชอบการจราจรเหนือโครงข่ายหรือระบบตนเองและดังนั้น จึงไม่สามารถทำตามคำสั่งศาลได้ ซึ่งส่งผลต่อแนวปฏิบัติของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่มีแต่ดั้งเดิมที่มักจะดักฟังการสื่อสารในการจัดการกับอาชญากรรมและโดยเฉพาะเมื่อได้รับการเห็นชอบจากศาล รัฐสภาเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเข้ารหัสสร้างประตูหลังให้เฉพาะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสารเพื่อบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่บริษัทเทคโนโลยีสื่อสารไม่รับฟังเสียงเรียกร้องจากรัฐสภาและรัฐบาล จึงต้องมีการสร้างสมดุลอำนาจกับภาคเอกชน ตัวอย่างเช่น บริษัทกูเกิ้ลอ้างว่าบริษัทไม่ได้มีนโยบายให้ความร่วมมือกับหมายศาลโดยอัตโนมัติในกรณีที่มีการล่วงละเมิดสิทธิส่วนตัว บริษัทเฟสบุ๊กสร้างระบบการร้องขอสำหรับการบังคับใช้กฎหมายผ่านระบบออนไลน์เพื่อทบทวนประเภทของเนื้อหาที่ถูกร้องขอโดยหน่วยงานรัฐบาลเพื่อวัตถุประสงค์ในการสืบสวนสอบสวนหรือหมายศาล บริษัทเฟสบุ๊กต้องการรายละเอียดของคดีและคำอธิบายของความสำคัญของเนื้อหาที่ร้องขอและไม่ได้ดำเนินการตามหมายศาลโดยทันที
ทั้งนี้ จึงมีคำถามว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ในการจัดการกับการเข้ารหัสของบริษัทเทคโนโลยีสื่อสาร คำตอบคือมีทางเลือกอื่นอีก คือการใช้โปรแกรมจัดการกับข้อมูลในอุปกรณ์ของผู้ใช้บริการได้ แต่ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่สูงและมีความเสี่ยงในการเข้าถึงข้อมูลในบางกรณี เช่น การจะดักฟังหรือติดตามเป้าหมายมากกว่าหนึ่งคน จะมีความยุ่งยากกว่าการให้บริษัทเจ้าของระบบดำเนินการให้
เนื้อหาของการสนทนาสามารถจัดเก็บได้ในสถานที่ที่สามารถเข้าถึงได้โดยหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายหรือหน่วยงานของ WhatsApp ที่รับผิดชอบเพื่อตอบสนองความต้องการของระบบยุติธรรมหรือศาล ต้นทุนในกรดำเนินการดังกล่าวค่อนข้างมากรวมทั้งการสร้างระบบตรวจสอบภายใน การสร้างระบบการทำงานที่สามารถตรวจสอบเป้าหมายเฉพาะเจาะจง และการสร้างระบบการสนับสนุนการทำงานที่เกี่ยวเนื่องเป็นต้น เป้าหมายของ WhatsApp ในการปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ แต่ WhatsApp ไม่สามารถปกป้องเนื้อหาของข้อความของผู้ใช้บริการได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเมต้าของการสื่อสารได้ เช่น ใครคุยกับใคร ระยะเวลาในการสื่อสาร การเชื่อมต่อกับเป้าหมาย และจำนวนของข้อมูลที่สื่อสารระหว่างผู้ต้องสงสัยกับบุคคลอื่น ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับเนื้อหาของข้อความสื่อสาร ข้อมูลดังกล่าวได้มีความชอบธรรมในการใช้งานโโยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
โดยสรุป ในกรณีของ WhatsApp ระบบยุติธรรมของบราซิลแสดงให้เห็นความจำเป็นของการประนีประนอมระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย ความมั่นคงของชาติ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ปฏิกิริยาที่น่าสนใจ เช่น การระงับการให้บริการที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน และการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งบริการสาธารณะของภาครัฐ ปัจจุบันนี้ เรากำลังเผชิญสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วที่สามารถเลือกหรือจัดลำดับความสำคัญต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการเหนือการก่ออาชญากรรมหรือการกอ่การร้าย บริษัทผู้ให้บริการสื่อสารมีรายได้จากการใช้ประโยชน์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ จึงก่อให้เกิดคำถามในกรณีที่มีการอ้างความชอบธรรมเกี่ยวกับสิทธิส่วนตัว ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ ต้องคอยดูพัฒนาการทางกฎหมายและนโยบายของรัฐกันต่อไป
วันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2560
การประกาศสงครามของสหรัฐอเมริกา
รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาในมาตรา 1 ข้อ 8 ระบุว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญให้อำนาจรัฐสภา (Congress) ประกาศสงคราม (to declare War) ที่ผ่านมาในอดัตจนกระทั่งปัจจุบัน รัฐสภาสหรัฐอเมริกาได้เคยมีการประกาศสงครามมาแล้ว 11 ครั้งใน 5 สงครามที่แตกต่างกัน ล่าสุดคือในสงครามโลกครั้งที่สอง และรัฐสภาสหรัฐอเมริกาได้อนุญาตให้มีการใช้กำกลังทหารหลายครั้ง ซึ่งล่าสุดคือในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 2002 รัฐสภาได้มีมติร่วมของทั้งสองสภาอนุญาตให้กองกำลังทหารในอิรัก เพื่อสนับสนุนให้ประเทศสมีความสามารถในการใช้กำลังทหารในสงครามหรือการขัดกันทางอาวุธ รัฐสภาสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายจำนวนหนึ่งที่ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีหรือฝ่ายบริหารและจะได้รับอนุญาตโดยการออกกฎหมายเพื่อประกาศสงคราม การเกิดขึ้นของสถานะสงครามที่มีอยู่ หรือการประกาศสถานะการณ์ฉุกเฉิน
การประกาศสงครามอย่างเป็นทางการในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลของประะานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันจนกระทั่งปัจจุบันมีจำนวน 11 ครั้งโดยเป้นการประกาศสงครามต่อรัฐบาลต่างชาติที่ประกาศผ่านรัฐสภาและประธานาธิบดีมีจำนวน 5 สงคราม คือ สงครามในปี ค.ศ. 1812 กับรัฐบาลสหราชอาณาจักร สงครามกับเม็กซิโกในปี ค.ศ. 1846 สงครามกับสเปนในปี ค.ศ. 1898 สงครามโกลครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ในแต่ละสงคราม ประธานาธิบดีได้ร้องขอต่อรัฐสภาให้ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการโดยเป็นหนังสือหรือนำเสนอด้วยวาจาต่อการประชุมร่วมสองสภา ในเนื้อหาที่ประกาศสงครามประธานาธิบดีมักอ้างว่ามีเหตุผลที่น่าเชื่อถือในการทำสงคราม เช่น เกิดการโจมตด้วยอาวุธในอาณาเขตของสหรัฐอเมริกาหรือต่อประชาชน และการโจมตีดังกล่าวมีผลหรือเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิหรือผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง ในศตวรรษที่ 19 การประกาศสงครามทั้งหมดอยู่ในรูปของร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบโดยรัฐสภา ในศตวรรษที่ 20 การประกาศสงครามทั้งหมดอยู่ใรูปของมติร่วมของสองสภา ในการพิจารณาของรัฐสภาจะใช้เสียงส่วนใหญ่ทั้งในชั้นสภาผู้แทนราษฎร์และวุฒิสภาและลงนามเป็นกฎหมายโดยประธานาธิบดี การประกาศสงครามครั้งล่าสุดได้ออกเป็นกฎหมายในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1942 โดยเป็นการประกาศสงครามต่อโรมาเนียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ในสมัยประธานาธิบดีแม๊คคินลีย์ได้นำเสนอร่างประกาศสงครามต่อสเปนในปี ค.ศ. 1989 ต่อรัฐสภาและได้รับความเห็นชอบในวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1989 หลังจากที่สเปนได้ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ให้สเปนสละอำนาจอธิปไตยเหนือคิวบาและอนุญาตให้คิวบาเป็นรัฐอิสระ ข้อเสนอดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภาและเป็นกฎหมายในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1898 โดยเนื้อหากฎหมายได้ประกาศรับรองให้คิวบากลายเป็นรัฐที่มีเอกราชและเรียกร้องให้สเปนถอนกำลังทหารจากเกาะคิวบาโโยให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสามารถใช้กำลังทหารจากมลรัฐต่างๆ เเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ตามกฎหมายได้ สงครามกับสเปนเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1898 ไม่ได้มรการโจมตีประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เป็นความพยายามของสหรัฐอเมริกาที่จะระงับการต่อต้านของชาวคิวบาต่อสเปน สนับสนุให้คิวบาเป็นรัฐเอกราช และสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งมีเสถียรภาพและความสงบสุขในประเทศกลับคืน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สหรัฐอเมริกาต้องการ
ส่วนศตวรรษที่ 20 ประธานาธิบดีวิลสันพยายามรักษาความเป้นกลางในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งประธานาธิบดีวิสันเห็นว่าการตัดสินใจของเยอร์มันนีในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 ที่จำกัดเรือดำน้ำของทุกชาติในเขตสงคราม รวมทั้งเรือของประเทศที่เป็นกลาง จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เพราะมีผลต่อสิทธิอธิปไตยของสหรัฐอเมริกาที่เดิมได้รับการยอมรับจากเยอร์มันนี ดันั้น ประะานาธิบดีวิลสันจึงได้เสนอรัฐสภาให้ประกาศสงครามต่อเยอร์มันนีในวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1971 โดยอ้างว่าสงครามดังกล่าวผลักดันให้รัฐสหอมริกาเข้าสู่สงครามด้วย ซึ่งรัฐสภาก็ได้ผ่านความเห็นชอบและประธานาธิบดีลงนามในวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1917 แต่ชะลอการประกาศสงครามกับออสเตรียและฮังการีไปจนกระทั่งเดือนธันวาคมจึงประกาศสงครามกับทั้งสองประเทศเพิ่มเติม เนื่องจากเยอร์มันนี้เป็นพันธมิตรในสงครามและกลายเป็นเครื่องมือต่อต้านสหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐสภาสหรัฐฯได้ผ่านความเห็นชอยโดยทันที
ประธานาธิบดีรูสเวลท์ เรียกร้องให้มีการประกาศสงครามต่อญี่ปุุ่นในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 เนื่องจากสหรัฐอเมริกาการโจมตีทางทหารโดยตรงโดยญี่ปุ่น ทหารและประชาชนขาวอเมริกาในฮาวายและเกาะบริเวณแปซิฟิก สภาผู้แทนราษฎร์และรัฐสภาได้ผ่านความเห็นชอบต่อข้อเสนอประกาศสงครามดังกล่าวและประธานาธิบดีรูสเวลท์ได้ลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมายในวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1941 และได้ประกาศสงครามดับเยอร์มันนีด้วยโดยแยกเป็นมติต่างหาก ซึ่งถือว่าเป็นสภาวะสงครามเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับสองประเทศ
ต่อมาในวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1942 ประธานาธิบดีรูสเวลท์ได้ประกาศสงครามกับบัลแกเรีย ฮังการี และโรมาเนียที่ถูกครอบงำโดยเยอร์ใันนี้เนื่องจากประเทศดังกล่าวได้มีกิจกรรมสงครามกับสหรัฐอเมริกาและประเทศดังกล่าวก็ได้ประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา รัฐสภาได้มีมติเห็นชอบประกาศสงครมกับทั้งสามประเทศ แต่มติแยกจากกัน ซึ่งประธานาธิบดีได้ลงนามเป็นกฎหมายในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1942 ในช่วงศตวรรษที่ 20 รัฐสภาสหรัฐอเมริกาก็ได้ผ่านความเห็นชอบให้ประกาศสงครามในลักษณะคล้ายกันอีก 8 ประเทศ โดยให้ประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งการกองทัพทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาและทรัพยากรของรัฐบาลในการดำเนินการทางทหารต่อรัฐบาลเป้าหมายและทำให้ความขัดแย้งยุติลงได้สำเร็จ
การประกาศสงครามอย่างเป็นทางการในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลของประะานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันจนกระทั่งปัจจุบันมีจำนวน 11 ครั้งโดยเป้นการประกาศสงครามต่อรัฐบาลต่างชาติที่ประกาศผ่านรัฐสภาและประธานาธิบดีมีจำนวน 5 สงคราม คือ สงครามในปี ค.ศ. 1812 กับรัฐบาลสหราชอาณาจักร สงครามกับเม็กซิโกในปี ค.ศ. 1846 สงครามกับสเปนในปี ค.ศ. 1898 สงครามโกลครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ในแต่ละสงคราม ประธานาธิบดีได้ร้องขอต่อรัฐสภาให้ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการโดยเป็นหนังสือหรือนำเสนอด้วยวาจาต่อการประชุมร่วมสองสภา ในเนื้อหาที่ประกาศสงครามประธานาธิบดีมักอ้างว่ามีเหตุผลที่น่าเชื่อถือในการทำสงคราม เช่น เกิดการโจมตด้วยอาวุธในอาณาเขตของสหรัฐอเมริกาหรือต่อประชาชน และการโจมตีดังกล่าวมีผลหรือเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิหรือผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง ในศตวรรษที่ 19 การประกาศสงครามทั้งหมดอยู่ในรูปของร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบโดยรัฐสภา ในศตวรรษที่ 20 การประกาศสงครามทั้งหมดอยู่ใรูปของมติร่วมของสองสภา ในการพิจารณาของรัฐสภาจะใช้เสียงส่วนใหญ่ทั้งในชั้นสภาผู้แทนราษฎร์และวุฒิสภาและลงนามเป็นกฎหมายโดยประธานาธิบดี การประกาศสงครามครั้งล่าสุดได้ออกเป็นกฎหมายในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1942 โดยเป็นการประกาศสงครามต่อโรมาเนียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ในสมัยประธานาธิบดีแม๊คคินลีย์ได้นำเสนอร่างประกาศสงครามต่อสเปนในปี ค.ศ. 1989 ต่อรัฐสภาและได้รับความเห็นชอบในวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1989 หลังจากที่สเปนได้ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ให้สเปนสละอำนาจอธิปไตยเหนือคิวบาและอนุญาตให้คิวบาเป็นรัฐอิสระ ข้อเสนอดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภาและเป็นกฎหมายในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1898 โดยเนื้อหากฎหมายได้ประกาศรับรองให้คิวบากลายเป็นรัฐที่มีเอกราชและเรียกร้องให้สเปนถอนกำลังทหารจากเกาะคิวบาโโยให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสามารถใช้กำลังทหารจากมลรัฐต่างๆ เเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ตามกฎหมายได้ สงครามกับสเปนเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1898 ไม่ได้มรการโจมตีประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เป็นความพยายามของสหรัฐอเมริกาที่จะระงับการต่อต้านของชาวคิวบาต่อสเปน สนับสนุให้คิวบาเป็นรัฐเอกราช และสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งมีเสถียรภาพและความสงบสุขในประเทศกลับคืน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สหรัฐอเมริกาต้องการ
ส่วนศตวรรษที่ 20 ประธานาธิบดีวิลสันพยายามรักษาความเป้นกลางในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งประธานาธิบดีวิสันเห็นว่าการตัดสินใจของเยอร์มันนีในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 ที่จำกัดเรือดำน้ำของทุกชาติในเขตสงคราม รวมทั้งเรือของประเทศที่เป็นกลาง จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เพราะมีผลต่อสิทธิอธิปไตยของสหรัฐอเมริกาที่เดิมได้รับการยอมรับจากเยอร์มันนี ดันั้น ประะานาธิบดีวิลสันจึงได้เสนอรัฐสภาให้ประกาศสงครามต่อเยอร์มันนีในวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1971 โดยอ้างว่าสงครามดังกล่าวผลักดันให้รัฐสหอมริกาเข้าสู่สงครามด้วย ซึ่งรัฐสภาก็ได้ผ่านความเห็นชอบและประธานาธิบดีลงนามในวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1917 แต่ชะลอการประกาศสงครามกับออสเตรียและฮังการีไปจนกระทั่งเดือนธันวาคมจึงประกาศสงครามกับทั้งสองประเทศเพิ่มเติม เนื่องจากเยอร์มันนี้เป็นพันธมิตรในสงครามและกลายเป็นเครื่องมือต่อต้านสหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐสภาสหรัฐฯได้ผ่านความเห็นชอยโดยทันที
ประธานาธิบดีรูสเวลท์ เรียกร้องให้มีการประกาศสงครามต่อญี่ปุุ่นในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 เนื่องจากสหรัฐอเมริกาการโจมตีทางทหารโดยตรงโดยญี่ปุ่น ทหารและประชาชนขาวอเมริกาในฮาวายและเกาะบริเวณแปซิฟิก สภาผู้แทนราษฎร์และรัฐสภาได้ผ่านความเห็นชอบต่อข้อเสนอประกาศสงครามดังกล่าวและประธานาธิบดีรูสเวลท์ได้ลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมายในวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1941 และได้ประกาศสงครามดับเยอร์มันนีด้วยโดยแยกเป็นมติต่างหาก ซึ่งถือว่าเป็นสภาวะสงครามเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับสองประเทศ
ต่อมาในวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1942 ประธานาธิบดีรูสเวลท์ได้ประกาศสงครามกับบัลแกเรีย ฮังการี และโรมาเนียที่ถูกครอบงำโดยเยอร์ใันนี้เนื่องจากประเทศดังกล่าวได้มีกิจกรรมสงครามกับสหรัฐอเมริกาและประเทศดังกล่าวก็ได้ประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา รัฐสภาได้มีมติเห็นชอบประกาศสงครมกับทั้งสามประเทศ แต่มติแยกจากกัน ซึ่งประธานาธิบดีได้ลงนามเป็นกฎหมายในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1942 ในช่วงศตวรรษที่ 20 รัฐสภาสหรัฐอเมริกาก็ได้ผ่านความเห็นชอบให้ประกาศสงครามในลักษณะคล้ายกันอีก 8 ประเทศ โดยให้ประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งการกองทัพทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาและทรัพยากรของรัฐบาลในการดำเนินการทางทหารต่อรัฐบาลเป้าหมายและทำให้ความขัดแย้งยุติลงได้สำเร็จ
วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560
ผลกระทบของโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของชาติ
ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงของชาติมักให้ความสำคัญกับการป้องกันประเทศด้านการทหาร อาวุธนิวเครียส์ และภับคุกคามจากไซเบอร์ ซึ่งประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญกับการกำหนดขอบเขตและระบุถึงความมั่นคงของชาติ แต่รัฐในฐานะประเทศชาติควรพิจารณาทบทวนรวบรวมความกังวลภัยคุกคามภายในประเทศ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมสภาพอากาศ และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ เป็นต้น โครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ไม่เชื่อมโยงเป็นระบบและผุพังอาจเป็นความกังวลที่ต้องกลับมาพิจารณาทบทวน
การเปิดเผยและกำหนดขอบเขตนิยามของโครงสร้างพื้นฐานมีความสำค้ญต่ออนาคตของประเทศในการเข้าใจความคาดหวังและข้อจำกัด ที่ผ่านมา การเกิดสงครามกลางเมืองเป็นข้อโต้แย้งที่ว่าความมั่นคงของชาติควรตีความแบบกว้างหรือแบบแคบ ตามแนวทางดั้งเดิม คำว่า "ความมั่นคงของชาติ" ประเทศส่วนใหญ่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับภัยคุกคามจากภายนอกประเทศหรือภัยคุกคามด้านการทหาร แต่การตีความเริ่มเปลี่ยนแปลงโดยมีการเริ่มขยายความหรือขยายขอบเขตนิยามของความมั่นคงของชาติให้กว้างขึ้นหลังการเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001ซึ่งถือได้ว่าเป็นภัยคุกคามประเทสภายใหม่ที่มีผลต่อความมั่นคงของชาติที่ชาวอเมริกาต้องเผชิญ
ปัจจุบันนี้ ความมั่นคงของชาติได้รับการนิยามอย่างหลวมๆ และมีความหลากหลายของประเภทความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นของประเทศนั้น ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2010 ประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy หรือ NSS) ในศตวรรษที่ 21 โดยนิยามความมั่นคงของชาติหมายความรวมถึง ความมั่นคงทางการทหาร ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม และชีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ นิยามที่ขยายดังกล่าวของความมั่นคงของชาติเสริมรับกับความพยายามของสหรับอเมริกาในการรวบรวมความมั่นคงมาตุภูมิกับความมั่นคงของชาติเข้าด้วยกัน โดยให้มีการสอดประสานอย่างไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานรัฐบาลกลาง มลรัฐและท้องถิ่นในการป้องกัน ปกป้อง และตอบสนองต่อภัยคุกคามและภัยพิบัติตามธรรมชาติ การรวมดังกล่าวปรากฎในคำสั่งฝ่ายบริหารว่าด้วยการเตรียมความพร้อมทรัพยากรด้านการป้องกันประเทศ
ในวันที่ 16 มีนาคม 2012 ประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศคำสั่งฝ่ายบริหารว่าด้วยการเตรียมความพร้อมทรัพยากรด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งระบุว่าสหรัฐอเมริกาต้องมีขีดความสามารถพื้นฐานหลักด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านการป้องกันประเทศและสามารถในการเสริมสร้างความเหนือชั้นทางด้านเทคโนโลยีของอุปกรณ์การป้องกันประเทศในช่วงสันติสุขและในช่วงภาวะฉุกเฉินได้ นิยามของการป้องกันประเทศระบุในข้อ 801(j) ว่า การป้องกันประเทศหมายถึงโครงการสำหรับการผลิตหรือสร้างทางการทหารและพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งยวด (critical infrasrtucture) ที่สนับสนุนต่อประเทศอื่น ความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศ การเก็บรักษาอาวุธและทรัพยากร กิจกรรมอวกาศและอื่นๆที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งตามนิยามดังกล่าว สหรัฐอเมริกาต้องมีขีดความสามารถในการจัดให้โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ระบบการเงินที่ให้บริการตลอดเวลาเพื่อเชื่อมโยงสื่อกลางทั่วโลก โรงงานพลังงานและโครงข่ายพลังงาน ท่อส่งก๊าซและน้ำมัน ระบบบำบัดน้ำเสีย โรงกลั่นน้ำมันและเคมี ระบบขนส่ง และการสื่อสารทางการทหาร
โครงสร้างพื้นฐานสามารถแบ่งออกได้สองประเภทคือทางกายภาพและทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นระบบที่มีความสำคัญต่อการดำเนินการขั้นต่ำของเศรษฐกิจและรัฐบาล เช่นกรณีของพายุเฮอร์ริเคนคาตีน่าได้ก่อให้เกิดการพังทลายอย่างมากมายและสูญเสียชีวิตเป็นตัวอย่างที่ดีของการสูญเสียอขงระบบโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและความจำเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ฟื้นตัวได้ดี นอกจากนี้ เนื่องจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล ภัยคุกคามทางไซเบอร์หรือการโจมตีทางออนไลน์ต่อโครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะการดำเนินการโดยผู้ก่อการร้าย เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเชื่อมโยงของโครงข่ายโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ปัจจุบันผ่านหรืออิงระบบไซเบอร์ซึ่งมีความอ่อนแอหรือจุดอ่อนมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา แฮ็กเกอร์ต่างชาติได้ขโมยโค้ดและแผนผังของโครงข่ายท่อส่งน้ำมันและประปา รวมทั้งโครงข่ายส่งไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาและเจาะเข้าระบบโครงข่ายกระทรวงพลังงานมากกว่า 150 ครั้ง
การเปิดเผยและกำหนดขอบเขตนิยามของโครงสร้างพื้นฐานมีความสำค้ญต่ออนาคตของประเทศในการเข้าใจความคาดหวังและข้อจำกัด ที่ผ่านมา การเกิดสงครามกลางเมืองเป็นข้อโต้แย้งที่ว่าความมั่นคงของชาติควรตีความแบบกว้างหรือแบบแคบ ตามแนวทางดั้งเดิม คำว่า "ความมั่นคงของชาติ" ประเทศส่วนใหญ่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับภัยคุกคามจากภายนอกประเทศหรือภัยคุกคามด้านการทหาร แต่การตีความเริ่มเปลี่ยนแปลงโดยมีการเริ่มขยายความหรือขยายขอบเขตนิยามของความมั่นคงของชาติให้กว้างขึ้นหลังการเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001ซึ่งถือได้ว่าเป็นภัยคุกคามประเทสภายใหม่ที่มีผลต่อความมั่นคงของชาติที่ชาวอเมริกาต้องเผชิญ
ปัจจุบันนี้ ความมั่นคงของชาติได้รับการนิยามอย่างหลวมๆ และมีความหลากหลายของประเภทความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นของประเทศนั้น ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2010 ประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy หรือ NSS) ในศตวรรษที่ 21 โดยนิยามความมั่นคงของชาติหมายความรวมถึง ความมั่นคงทางการทหาร ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม และชีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ นิยามที่ขยายดังกล่าวของความมั่นคงของชาติเสริมรับกับความพยายามของสหรับอเมริกาในการรวบรวมความมั่นคงมาตุภูมิกับความมั่นคงของชาติเข้าด้วยกัน โดยให้มีการสอดประสานอย่างไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานรัฐบาลกลาง มลรัฐและท้องถิ่นในการป้องกัน ปกป้อง และตอบสนองต่อภัยคุกคามและภัยพิบัติตามธรรมชาติ การรวมดังกล่าวปรากฎในคำสั่งฝ่ายบริหารว่าด้วยการเตรียมความพร้อมทรัพยากรด้านการป้องกันประเทศ
ในวันที่ 16 มีนาคม 2012 ประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศคำสั่งฝ่ายบริหารว่าด้วยการเตรียมความพร้อมทรัพยากรด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งระบุว่าสหรัฐอเมริกาต้องมีขีดความสามารถพื้นฐานหลักด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านการป้องกันประเทศและสามารถในการเสริมสร้างความเหนือชั้นทางด้านเทคโนโลยีของอุปกรณ์การป้องกันประเทศในช่วงสันติสุขและในช่วงภาวะฉุกเฉินได้ นิยามของการป้องกันประเทศระบุในข้อ 801(j) ว่า การป้องกันประเทศหมายถึงโครงการสำหรับการผลิตหรือสร้างทางการทหารและพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งยวด (critical infrasrtucture) ที่สนับสนุนต่อประเทศอื่น ความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศ การเก็บรักษาอาวุธและทรัพยากร กิจกรรมอวกาศและอื่นๆที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งตามนิยามดังกล่าว สหรัฐอเมริกาต้องมีขีดความสามารถในการจัดให้โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ระบบการเงินที่ให้บริการตลอดเวลาเพื่อเชื่อมโยงสื่อกลางทั่วโลก โรงงานพลังงานและโครงข่ายพลังงาน ท่อส่งก๊าซและน้ำมัน ระบบบำบัดน้ำเสีย โรงกลั่นน้ำมันและเคมี ระบบขนส่ง และการสื่อสารทางการทหาร
โครงสร้างพื้นฐานสามารถแบ่งออกได้สองประเภทคือทางกายภาพและทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นระบบที่มีความสำคัญต่อการดำเนินการขั้นต่ำของเศรษฐกิจและรัฐบาล เช่นกรณีของพายุเฮอร์ริเคนคาตีน่าได้ก่อให้เกิดการพังทลายอย่างมากมายและสูญเสียชีวิตเป็นตัวอย่างที่ดีของการสูญเสียอขงระบบโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและความจำเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ฟื้นตัวได้ดี นอกจากนี้ เนื่องจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล ภัยคุกคามทางไซเบอร์หรือการโจมตีทางออนไลน์ต่อโครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะการดำเนินการโดยผู้ก่อการร้าย เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเชื่อมโยงของโครงข่ายโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ปัจจุบันผ่านหรืออิงระบบไซเบอร์ซึ่งมีความอ่อนแอหรือจุดอ่อนมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา แฮ็กเกอร์ต่างชาติได้ขโมยโค้ดและแผนผังของโครงข่ายท่อส่งน้ำมันและประปา รวมทั้งโครงข่ายส่งไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาและเจาะเข้าระบบโครงข่ายกระทรวงพลังงานมากกว่า 150 ครั้ง
การให้นิยามการป้องกันประเทศตามคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีว่าด้วยการเตรียมความพร้อมการป้องกันประเทศ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญเป็นเงื่อนไขสำคัญในการกำหนดมาตรการป้องกัน ดังนั้น การสร้างหรือซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐานที่มีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้นและเชื่อมถือได้ในการต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากต่างชาติและภัยพิบัติตามธรรมชาติควรเพิ่มลำดับความสำคัญขึ้น และการส่งเสริมการเติบโตของประเทศ มุมมองในแง่ความก้าวหน้าของความมั่นคงของชาติควรสอดคล้องกับการให้ความสำคัญและเสริมสร้างรากฐานในทุกแง่มุมไม่ใช่เฉพาะโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน การควบคุมสภาพภูมิอากาศ การศึกษา และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น โครงสร้างพื้นฐานเป็นแหล่งหนึ่งที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งของประเทศที่อยู่่ภายในประเทศ ด้วยการมีมาตรการเชิงป้องกันและการประกันว่าโครงสร้างพื้นฐานมีความน่าเชื่อถือได้ในการให้บริการในกรณีมีภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายและภัยพิบัติจากธรรมชาติ
โดรนและกฎหมายว่าด้วยสงคราม
แม้ว่าปัจจุบันนี้ กฎหมานยสงครามจะสามารถครอบคลุมเรื่องของโดรน แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วอาจล้ำหน้ากฎหมายในไม่ช้า เทคโนโลยีอากาศยานทางทหารไร้คนขับ (Unmanned Aerial Systems หรือ UAS) ซึ่งนิยมเรียกว่า โดรน ถูกกำกับดูแลภายใต้กฎหมายเดียวกันทหารที่มีอาวุธปืน กล่าวคือกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศและหลักกฎหมายว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธ (Law of armed conflict principles) ที่ใช้บังคับกับทหารสามารถใช้บังคับกับโดรนเช่นเดียวกัน กฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 51 รักษาสิทธิของรัฐในการป้องกันตนเอง (self-defense) ภายใต้สถานการณ์ที่ถูกโจมตีด้วยอาวุธ สหรัฐอเมริกาและรัฐอื่นเห็นด้วยว่าสิทธิป้องกันตนเองขยายไปถึงกรณีการป้องกันตนเองจากการคาดการณ์ด้วย (Anticipatory self-defense) องค์ประกอบของการป้องกันตนเองภายใต้กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศในบริบทของสงครามต่อการก่อการร้ายได้ทำให้มีการขยายขอบเขตดังกล่าวออกไป สำหรับกรณีของโดรนเน้นให้เห็นว่าเป้นการโจมตีทางยุทธการทหารที่ไม่สามารถดำเนินการได้โดยกองกำลังพิเศษแบบดั้งเดิม
หลักกฎหมายว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธบรรจุอยู่ในอนุสัญญากรุงเฮกและเจนีวา รวมทั้งโปรโตคอลเพิ่มเติมที่เรียกว่ากฎหมายทนุษยธรรมระหว่างประเทศ หลักกฎหมายว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธกำหนดว่าการใช้กองกำลังติดอาวุธที่เกี่ยวพันกับการขัดกันทางอาวุธระหว่างประเทศ (International Armed Conflict หรือ IAC) หรือ การขัดกันทางอาวุธที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ (Non-International Armed Conflict หรือ NIAC) ต้องปฏิบัติตามหลักการได้สัดส่วน (proportionality) และความแตกต่าง (distinction) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การได้สัดส่วนป้องกันรัฐจากการใช้กำลังที่จะส่งผลให้เกิดความเสียหายข้างเคียง ส่วนความแตกต่างกำหนดให้รัฐต้องใช้กำลังในกรณีที่พลเรือนและทหารสามารถแบ่งแยกจากกันได้ ในการประชุมของสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา นายฮารอล์ด โกท (Harold Lho) ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาได้กำหนดนิยามของการป้องกันทางกฎหมายของสงครามที่เป้นเป้าหมายของสหรัฐอเมริกาและระบบอาวุธล้ำสมัยไว้ว่าอิงหลักปกป้องตนเองของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศและหลักการได้สัดส่วนและหลักความแตกต่างของหลักกฎหมายว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธ ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงถือว่าโดรนมีสถานะเช่นเดียวกันกับอาวุธรูปแบบดั้งเดิมและอยู่ภายใต้หลักกฎหมายเดียวกัน
แม้ว่าโดรนจะอยู่ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่เดิมในปัจจุบัน เทคโนโลยีและพัฒนาการของเรื่องสงครามโดยทั่วไปต้องหันกลับมาพิจารณาทบทวนใหม่ โดรนถูกใช้งานเพิ่มขึ้นในการจัดการกับเป้าหมายเฉพาะบุคคลหรือการทำลายเป้าหมายเฉพาะ ในปากิสถาน การโจมตีโดยใช้โดรนเพิ่มขึ้นจากครั้งเดียวในปี ค.ศ. 2004 เป็น 117 ครั้งในปี ค.ศ. 2010 (ข้อมูลจาก The Long War Journal.Org) โดรนถูกใช้งานโดยหน่วยงานที่ไม่ใช่ทหาร เช่น CIA ที่ใช้งานโดรนในการโจมตีเป้าหมายเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ จึงกล่าวได้ว่าการใช้งานโดรนได้ถูกขยายและเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ทหารในการดำเนินการโจมตีเหมือนทหารเพิ่มขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกในแง่ของความสูญเสียของบุคลากร นอกจากนี้ โดรนใช้งานประกอบร่วมกับงานข่าวกรองภาคพื้นดินมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการใช้ระบบอาวุธจัดการกับเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีคำถามเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเป้าหมายและความสำคัญของหลักการกฎหมายว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธ โดยเฉพาะหลักความจำเป็นทางมหาร (military necessity)
หลักกฎหมายว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธบรรจุอยู่ในอนุสัญญากรุงเฮกและเจนีวา รวมทั้งโปรโตคอลเพิ่มเติมที่เรียกว่ากฎหมายทนุษยธรรมระหว่างประเทศ หลักกฎหมายว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธกำหนดว่าการใช้กองกำลังติดอาวุธที่เกี่ยวพันกับการขัดกันทางอาวุธระหว่างประเทศ (International Armed Conflict หรือ IAC) หรือ การขัดกันทางอาวุธที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ (Non-International Armed Conflict หรือ NIAC) ต้องปฏิบัติตามหลักการได้สัดส่วน (proportionality) และความแตกต่าง (distinction) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การได้สัดส่วนป้องกันรัฐจากการใช้กำลังที่จะส่งผลให้เกิดความเสียหายข้างเคียง ส่วนความแตกต่างกำหนดให้รัฐต้องใช้กำลังในกรณีที่พลเรือนและทหารสามารถแบ่งแยกจากกันได้ ในการประชุมของสมาคมกฎหมายระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา นายฮารอล์ด โกท (Harold Lho) ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาได้กำหนดนิยามของการป้องกันทางกฎหมายของสงครามที่เป้นเป้าหมายของสหรัฐอเมริกาและระบบอาวุธล้ำสมัยไว้ว่าอิงหลักปกป้องตนเองของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศและหลักการได้สัดส่วนและหลักความแตกต่างของหลักกฎหมายว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธ ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงถือว่าโดรนมีสถานะเช่นเดียวกันกับอาวุธรูปแบบดั้งเดิมและอยู่ภายใต้หลักกฎหมายเดียวกัน
แม้ว่าโดรนจะอยู่ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่เดิมในปัจจุบัน เทคโนโลยีและพัฒนาการของเรื่องสงครามโดยทั่วไปต้องหันกลับมาพิจารณาทบทวนใหม่ โดรนถูกใช้งานเพิ่มขึ้นในการจัดการกับเป้าหมายเฉพาะบุคคลหรือการทำลายเป้าหมายเฉพาะ ในปากิสถาน การโจมตีโดยใช้โดรนเพิ่มขึ้นจากครั้งเดียวในปี ค.ศ. 2004 เป็น 117 ครั้งในปี ค.ศ. 2010 (ข้อมูลจาก The Long War Journal.Org) โดรนถูกใช้งานโดยหน่วยงานที่ไม่ใช่ทหาร เช่น CIA ที่ใช้งานโดรนในการโจมตีเป้าหมายเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ จึงกล่าวได้ว่าการใช้งานโดรนได้ถูกขยายและเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ทหารในการดำเนินการโจมตีเหมือนทหารเพิ่มขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกในแง่ของความสูญเสียของบุคลากร นอกจากนี้ โดรนใช้งานประกอบร่วมกับงานข่าวกรองภาคพื้นดินมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการใช้ระบบอาวุธจัดการกับเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีคำถามเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเป้าหมายและความสำคัญของหลักการกฎหมายว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธ โดยเฉพาะหลักความจำเป็นทางมหาร (military necessity)
หากพิจารณาในแง่ของเป้าหมายและความจำเป็นทางทหาร โดรนกำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติและแม่นยำในการใช้กำลัง การใช้งานโดรนตามขอบเขตของสหรัฐอเมริกา สหประชาชาติหรือกองกำลังท้องถิ่นและตำรวจไม่ต้องเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังเพื่อต่อสู้ การใช้งานโดรนสามารถผนวกรวมการตัดสินเป้าหมายร่วมกันได้ เช่น ทหารสิบคนจำเป็นต้องมีการตัดสินเป้าหมายสิบอย่างที่แตกต่างกัน และแต่ละคนก็จะมีความกังวลในความปลอดภัยของตนเองมากกว่าโดรนซึ่งไม่มีความสูญเสียชีวิต ดังนั้น ประเด็นจึงเป็นเรื่องความจำเป็นทางทหาร ข้อโต้แย้งในการใช้งานโดรนคือการใช้งานโจมตีมีความ
ง่่ายมาก แนวคิดเรื่องความจำเป็นทางทหารที่มาจากหลักความได้สัดส่วนและความแตกต่างจึงจำเป็นต้องได้รับการทบทวนในการใช้งานโดรน เพราะโดรนสามารถรุกล้ำเข้าอาณาเขตของประเทศเป้าหมายได้ ในขณะที่กองกำลังทหารไม่สามารถรุกล้ำเข้าได้ การขยายศักยภาพดังกล่าวต้องมีการกำหนดนิยามของการใช้งานโดรนและเป้าหมายที่แท้จริงใหม่ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาการแพ้ต่อศัตรู
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังคงค้างคาอยู่เกี่ยวกับการใช้งานโดรนซึ่งมีแนวโน้มจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น เพราะเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ปัจจุันนี้โดรนควบคุมโดยนักบินหนึ่งคนโดยการควบคุมระยะไกล เหมือนกับเครื่องบินทั่วไป กิจกรรมของโดรนส่วนใหญ่สามารถทำงานแบบอัตโนมัติได้ ดังนั้น จึงไม่ยากที่จะจินตนาการได้ว่าในอนาคตนักบินหนึ่งคนสามารถควบคุมโดรนได้หลายลำหรือเป็นฝูงโดรน โดรนอาจจะสามารถถูกโปรแกรมให้ตอบสนองอัตโนมัติในบางสถานการณ์ เช่น การตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองหรือการหลบหลีกจากการโจมตีของศัตรู ระบบอาวุธอัตโนมัติแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการวิจัยและพัฒนาของเทคโนโลยีทางทหาร และในไม่ช้ามีความจำเป็นในทางกฎหมายที่ต้องแยกโดรนติดอาวุธออกจากอาวุธดั้งเดิมทั่วไปในระบบกฎหมายสงคราม เช่น อาจมีอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธไร้คนบังคับ (unmanned weapons convention) เป็นต้น
ประเด็นเรื่องอัตโนมัติเน้นย้ำในเรื่องของเป้าหมาย ซึ่งมีข้อพิจารณาว่าโดรนควรจะยอมให้ตัดสินใจได้เองว่าในการจู่โจมเป้าหมายหรือไม่ อย่างไร ในประเด็นนี้สร้างปัญหาทางกฎหมายในหลักกฎหมายว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธ เช่น อาวุธที่สามารถดำเนินการได้โดยอัตโนมัติจะต้องยึดหลักความแตกต่างหรือไม่ ประเทศที่เป้นสมาชิกสนธิสัญญาอ็อตตาวาที่ห้ามระเบิดต่อต้านบุคคลแบบอัตโนมัติเพราะอาวุธดังกล่าวไม่สามารถแบ่งแยกความแตกต่างได้ว่าเป็นพลเรือนผู้บริสุทธิ์หรือทหารคู่ต่อสู้ หรือในกรณีที่โดรนที่มีอาวุธอัตโนมัติสามารถรับรู้ว่ามีการยอมจำนนและจับตัวเชลย กรณีที่เกิดขึ้นในสงครามอ่าวเปอร์เซียคือหน่วยกองกำลังรีพับลิกันได้ยอมจำนนต่อโดรนรุ่นบุกเบิกของสหรัฐอเมริกา แต่ประเด็นปัญหาที่ยากที่สุดในเรื่องอัตโนมัติคือผู้ใดจะเป็นคนรับผิดชอบกรณีที่โดรนที่มีอาวุธอัตโนมัติก่อให้เกิดความเสียหาย หลักกฎหมายว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธระบุห่วงโซ่ของความรับผิดชอบที่ได้ขยายจากการใช้กำลัง แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบกิจกรรมหรือพฤติกรรมของโดรน
ง่่ายมาก แนวคิดเรื่องความจำเป็นทางทหารที่มาจากหลักความได้สัดส่วนและความแตกต่างจึงจำเป็นต้องได้รับการทบทวนในการใช้งานโดรน เพราะโดรนสามารถรุกล้ำเข้าอาณาเขตของประเทศเป้าหมายได้ ในขณะที่กองกำลังทหารไม่สามารถรุกล้ำเข้าได้ การขยายศักยภาพดังกล่าวต้องมีการกำหนดนิยามของการใช้งานโดรนและเป้าหมายที่แท้จริงใหม่ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาการแพ้ต่อศัตรู
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังคงค้างคาอยู่เกี่ยวกับการใช้งานโดรนซึ่งมีแนวโน้มจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น เพราะเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ปัจจุันนี้โดรนควบคุมโดยนักบินหนึ่งคนโดยการควบคุมระยะไกล เหมือนกับเครื่องบินทั่วไป กิจกรรมของโดรนส่วนใหญ่สามารถทำงานแบบอัตโนมัติได้ ดังนั้น จึงไม่ยากที่จะจินตนาการได้ว่าในอนาคตนักบินหนึ่งคนสามารถควบคุมโดรนได้หลายลำหรือเป็นฝูงโดรน โดรนอาจจะสามารถถูกโปรแกรมให้ตอบสนองอัตโนมัติในบางสถานการณ์ เช่น การตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองหรือการหลบหลีกจากการโจมตีของศัตรู ระบบอาวุธอัตโนมัติแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการวิจัยและพัฒนาของเทคโนโลยีทางทหาร และในไม่ช้ามีความจำเป็นในทางกฎหมายที่ต้องแยกโดรนติดอาวุธออกจากอาวุธดั้งเดิมทั่วไปในระบบกฎหมายสงคราม เช่น อาจมีอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธไร้คนบังคับ (unmanned weapons convention) เป็นต้น
ประเด็นเรื่องอัตโนมัติเน้นย้ำในเรื่องของเป้าหมาย ซึ่งมีข้อพิจารณาว่าโดรนควรจะยอมให้ตัดสินใจได้เองว่าในการจู่โจมเป้าหมายหรือไม่ อย่างไร ในประเด็นนี้สร้างปัญหาทางกฎหมายในหลักกฎหมายว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธ เช่น อาวุธที่สามารถดำเนินการได้โดยอัตโนมัติจะต้องยึดหลักความแตกต่างหรือไม่ ประเทศที่เป้นสมาชิกสนธิสัญญาอ็อตตาวาที่ห้ามระเบิดต่อต้านบุคคลแบบอัตโนมัติเพราะอาวุธดังกล่าวไม่สามารถแบ่งแยกความแตกต่างได้ว่าเป็นพลเรือนผู้บริสุทธิ์หรือทหารคู่ต่อสู้ หรือในกรณีที่โดรนที่มีอาวุธอัตโนมัติสามารถรับรู้ว่ามีการยอมจำนนและจับตัวเชลย กรณีที่เกิดขึ้นในสงครามอ่าวเปอร์เซียคือหน่วยกองกำลังรีพับลิกันได้ยอมจำนนต่อโดรนรุ่นบุกเบิกของสหรัฐอเมริกา แต่ประเด็นปัญหาที่ยากที่สุดในเรื่องอัตโนมัติคือผู้ใดจะเป็นคนรับผิดชอบกรณีที่โดรนที่มีอาวุธอัตโนมัติก่อให้เกิดความเสียหาย หลักกฎหมายว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธระบุห่วงโซ่ของความรับผิดชอบที่ได้ขยายจากการใช้กำลัง แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบกิจกรรมหรือพฤติกรรมของโดรน
โดยสรุป โดรนได้เพิ่มขีดความสามารถทางด้านทหารอย่างรวดเร็วและกว้างขวางมากขึ้น แม้ว่าจะถูกกำกับดูแลภายใต้กฎหมายสงครามอาจในไม่ช้าอาขจก้าวล้ำนำกรอบกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดรนอาจเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาดิจการสงคราม แต่เทคโนโลยีดังกล่าวมีทั้งข้อดีและข้ดเสีย โดรนมีขีดความสามารถในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมาก ในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่าโดรนอาจกลายเป็นเหมือนอาวุธที่ใช้กันทั่วไป ดังนั้น กฎหมายสงครามอาจต้องมีการปรับให้ทันสมัยกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและสร้างสมดุลให้เกิดความเป็นธรรม
วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560
กลยุทธ์การจัดการสื่อมวลชน
นอม
ชอมสกี้ นักวิชาการชื่อดังระดับโลกได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการบริหารจัดการสื่อมวลชนเพื่อโฆษณาชวนเชื่อและชักจูงประชาชน ซึ่งในหนังสือได้ระบุว่าที่ผ่านมาในอดีต รัฐบาลหลายรัฐบาลได้กำหนดกลยุทธ์โฆษณาชวนเชื่อที่มีประสิทธิภาพ
และโดยที่นิยมใช้ในการบริหารสื่อมวลชนโดยมีวาระซ่อนเร้น ทั้งนี้เนื่องจากมาจากความเชื่อที่ว่าสื่อมวลชนมีอิทธิพลต่อการบริหารความคิดเห็นของคนและสาธารณะชนอย่างสูง
โดยสามารถสร้าง กระตุ้น ชะลอ หยุด หรือระงับการเคลื่อนไหวทางสังคม สามารถสนับสนุนให้เกิดสงครามที่ชอบธรรม
วิกฤตการเงินชั่วคราว หรือกระตุ้นให้เกิดกระแสของอุดมการณ์ทางความคิดของสังคมได้
แม้ว่าปรากฏการณ์ของสื่อมวลชนในฐานะผู้ผลิตหรือสร้างความจริงภายจิตใจหรือชักจูงความคิดความเชื่อของคนหรือกลุ่มคนได้
แต่นักวิชาการยังคงหาวิธีการศึกษาและตรวจสอบกลยุทธ์ที่นิยมใช้ เพื่อให้เข้าใจเครื่องมือทางจิตวิทยาเหล่านี้
ศาสตราจารย์นอม ชอมสกี้ได้นำเสนอแนวปฏิบัติที่นิยมใช้และยอมรับว่าค่อนข้างมีประสิทธิภาพ
โดยได้นำเสนอ 10 กลยุทธ์ที่นิยมใช้ ดังนี้
1. กลยุทธ์การหันเหความสนใจ องค์ประกอบสำคัญของการควบคุมสังคมคือกลยุทธ์ในการสร้างกระแสหันเหความสนใจเพื่อให้สาธารณะชนสนใจไปทางอื่นโดยไม่สนใจหรือละเลยประเด็นสำคัญและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นซึ่งมักถูกำหนดโดยชนชั้นนำทางการเมืองหรือกลุ่มกุมอำนาจทางเศรษฐกิจด้วยเทคนิคของการปล่อยข้อมูลข่าวสารที่ไม่สำคัญทั่วไปเพื่อให้เกิดการหันเหความสนใจ
กลยุทธ์นี้มีความจำเป็นในการป้องกันความสนใจของประชาชนในความรู้ประเด็นที่สำคัญที่อาจทำให้เกิดการลุกขึ้นมาต่อต้านหรือคัดค้าน
การรักษาระดับของความสนใจของประชาชนให้หันเหจากปัญหาทางสังคมที่แท้จริงโดยให้สนใจกับประเด็นหรือสิ่งที่ไม่สำคัญ
ทำให้ประชาชนยุ่งไม่มีเวลามาคิด
2. กลยุทธ์สร้างประเด็น/ปัญหาใหม่ขึ้นมาแล้วนำเสนอการแก้ไขปัญหา
วิธีการนี้มีสามขั้นตอนประกอบด้วย การสร้างปัญหา การตอบสนองต่อปัญหา
และการจัดการแก้ไขปัญหา (problem -reaction- solution) การสร้างประเด็นปัญหาคือสถานการณ์ที่อ้างถึงต้นเหตุที่ทำให้เกิดการตอบสนองต่อปัญหา
แล้วก็ดำเนินการแก้ไขปัญหานั้นได้สำเร็จ ซึ่งจะทำให้ประชาชนหันไปสนใจปัญหาใหม่และแนวทางการแก้ไขปัญหาว่าจะสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาใหม่นั้นได้หรือไม่
และจะทำให้ประชาชนลืมหรือเลิกติดตามปัญหาเดิมที่แท้จริงไประยะหนึ่ง
3. กลยุทธ์ค่อยสร้างระดับการยอมรับของประเด็นที่ไม่ยอมรับ
ซึ่งกลยุทธ์นี้จะค่อยๆดำเนินการปล่อยข้อมูลข่าวสาร
โดยใช้ระยะเวลาในการดำเนินการอาจจะหลายปีติดต่อกัน
มักจะใช้กับประเด็นปัญหาที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
หรือการปฏิรูประบบราชการโดยการลดกำลังคน อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น
และการเพิ่มค่าแรง เป็นต้น ซึ่งกลยุทธ์นี้นิยมใช้ในช่วงทศวรรษที่ 1980 และ 1992
4. กลยุทธ์ชะลอหรือดึงเวลา
โดยเป็นวิธีการที่ยอมรับกับการตัดสินใจที่ไม่เป็นที่ถูกใจสาธารณชนเพราะนำเสนอทางเลือกที่เจ็บปวดแต่มีความจำเป็น
เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสาธารณชนในการบังคับใช้นโยบายหรือมาตรการดังกล่าวในอนาคตซึ่งจำเป็นต้องนำเสนอความคิดว่าเป็นการเสียสละในอนาคตเพื่อลดความเสียหายในปัจจุบัน
ประการแรกเพราะความพยายามไม่ให้เกิดความเสียหายในปัจจุบัน
สาธารณะชนมักมีแนวโน้มที่จะคิดว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในอนาคต
และทำให้ยอมรับการเสียสละที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ง่ายกว่า
เจ็บปวดหรือเสียหายในปัจจุบัน
โดยการให้สาธารณะมีเวลามากขึ้นในการคุ้นชินกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและยอมรับในที่สุดว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้
5. กลยุทธ์นำเสนอสาธารณะในฐานะเด็กน้อย
โดยการใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์กับสาธารณะด้วยน้ำเสียงแบบเด็กเพื่อปิดจุดอ่อน
โดยให้ผู้ชมหรือผู้ฟังมีมุมมองว่าบริสุทธิ์ จะได้โอนอ่อนผ่อนตาม
6. กลยุทธ์ใช้อารมณ์
การใช้แรงจูงใจทางอารมณ์เพื่อลดการใช้ความคิดแบบมีเหตุผลเป็นกลยุทธ์คลาสสิกประการหนึ่งด้วยการสร้างกรอบความคิดแบบจบในตัวแบบสั้นๆ
ด้วยการให้การวิเคราะห์เหตุผลประกอบเพื่อดึงอารมณ์ความรู้สึกและการมีส่วนร่วมของสาธารณชนส่วนใหญ่
ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดการยับยั้งชั่งใจและปลูกฝังความคิด การสร้างแรงปรารถนา
ความกลัว ความกังวล หรือชักจูงพฤติกรรมของผู้คนได้
7. กลยุทธ์รักษาความเฉื่อยชาและไม่สนใจของสาธารณะ
ด้วยการทำให้สาธารณะชนไม่สามารถเข้าใจเทคโนโลยีและวิธีการในการควบคุมและทำให้ตกเป็นทาส
คุณภาพของการศึกษาที่จัดให้กับชนชั้นล่างต้องแย่และปานกลางเท่าที่เป็นไปได้เพื่อยังคงรักษาช่องว่างระหว่างชนชั้นล่างกับชนชั้นบนตามที่วางแผนไว้
8. กลยุทธ์ส่งเสริมสาธารณชนพึงพอใจกับสิ่งที่มีอยู่รอบตัวหรือสิ่งทั่วไปในชีวิตประจำวัน
ด้วยการส่งเสริมให้สาธารณะชนเชื่อว่าข้อเท็จจริงหรือประเด็นร้อนเหล่านั้นเป็นสิ่งไม่น่าสนใจ
โง่เขลา ไม่ดี หรือไม่มีการศึกษา
9. กลยุทธ์การยอมรับผิด โดยการให้บุคคลรู้สึกว่าความโชคร้ายหรือกล่าวโทษว่าตนเองมีส่วนผิดด้วยในเรื่องนั้น
เพราะเกิดจากความล้มเหลวด้านสติปัญญา ความสามารถ หรือความพยายามของตนเอง
แทนที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านต่อระบบหรือนโยบายดังกล่าว ดังนั้น ประชาชนจึงรู้สึกยอมรับเป็นความผิดของตนเองแทน
10. กลยุทธ์การจัดสรรความรู้
กล่าวคือปัจจุบันรัฐบาลหรือผู้นำในสังคมมีเทคโนโลยีหรือวิธีการที่รู้จักบุคคลดีกว่าที่บุคคลนั้นรู้จักตัวเอง
ในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมาความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยได้สร้างช่องว่างเพิ่มขึ้นระหว่างความรู้ของสาธารณะและความรู้ที่ชนชั้นผู้นำรู้
อันมาจากเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีด้านประสาทวิทยา และจิตวิทยาประยุกต์
ระบบที่ก้าวหน้าดังกล่าวได้ดำเนินการกับความเข้าใจที่ซับซ้อนของมนุษย์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ที่น่าสนใจคือระบบดังกล่าวมีความคุ้นเคยมากขึ้นกับคนทั่วไปมากกว่าเขาเข้าใจตัวเอง
หมายความว่าส่วนใหญ่ระบบใช้ประโยชน์จากการควบคุมและอำนาจที่มากขึ้นเหนือคนทั่วไปมากกว่าคนเหล่านั้นทำกับตนเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)