วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปัญหากฎหมายในเรื่องการสวดมนต์ในโรงเรียน

ประเด็นเรื่องการสวดมนต์ในโรงเรียนเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในสหรัฐอเมริกาในช่วงศตวรรษที่ ๒๐  คดีสำคัญคดีแรกคือ คดี Engel v Vitale ในปี ค.ศ. 1962 ศาลสูงสุดตัดสินว่าแนวปฏิบัติที่จัดให้มีการสวดมนต์ในวันแรกของการเปิดเรียนในมลรัฐนิวยอร์กขัดต่อบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่หนึ่งที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ในคดี Engel นี้ ศาลสูงสุดอธิบายว่า ทั้งนี้ไม่ว่านักเรียนจะมีทางเลือกในการเข้าร่วมกับการสวดมนต์หรือไม่ก็ตาม แต่ก็ถือว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติการนับถือศาสนา (Establishment Clause) ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากโรงเรียนสามารถสร้างแรงกดดันเชิงบังคับทางอ้อมกับคนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอื่นให้ปฏิบัติตามพิธีกรรมทางศาสนาของคนกลุ่มมากในสังคม เพราะแรงกดดันอาจมาจากบรรดาเพื่อน ๆ โดยอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อเด็กนักเรียน ซึ่งนักเรียนหลายคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาหลักของประเทศในใจอาจไม่ประสงค์จะไม่เข้าร่วมในการสวดมนต์ แต่อาจต้องเข้าร่วมในการสวดมนต์ด้วยเพราะความกลัวถูกครหาในสังคมและหมู่เพื่อน โดยไม่อยากถูกมองว่าแปลกแยกจากเพื่อนและสังคม อันถือว่ามีอิทธิพลทางอ้อมต่อเด็กอย่างมาก คำตัดสินในคดี Engel ที่ได้รับการยอมรับอย่างมากในเชิงวิชาการ แต่ไม่ใช่ประเด็นว่าเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนสามารถกำหนดเวลาสำหรับนักเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมการสวดมนต์หรือไม่

ต่อมาประเด็นคล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นอีกในปี ค.ศ. 1985  ในคดี Wallace v Jaffree มลรัฐอาลาบาม่าได้อนุญาตให้โรงเรียนจัดให้มีช่วงเวลาบางเวลาและสถานที่บางส่วนสำหรับการสวดมนต์หรือทำสมาธิอย่างเงียบ ๆ ได้ กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่หนึ่งเพราะไม่ได้มีการสนับสนุนความเชื่อทางศาสนาใดศาสนาหนึ่งเหนือกว่าศาสนาอื่น เป็นการสะท้อนความเชื่อหรือปรัชญาส่วนบุคคลเท่านั้น นักเรียนสามารถใช้ช่วงเวลาหรือสถานที่ดังกล่าวในการทำพิธีกรรมทางศาสนาตามความเชื่อ   ผู้สนับสนุนร่างกฎหมายกล่าวว่าวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติแก้ไขดังกล่าวเพื่อให้บรรดาเด็กใช้เวลาในการท่องจำคำสวดมนต์ ดังนั้น ในคดี Wallace ศาลสูงสุดด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4 ตัดสินว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวของมลรัฐอลาบาม่าไม่ได้มีวัตถุประสงค์ทางศาสนาอย่างแท้จริง จึงตัดสินว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ 

ในปี ค.ศ. 1992 ในคดี Lee v Weisman ศาลสูงสุดต้องตัดสินประเด็นเรื่องการสวดมนต์ในโรงเรียนในพิธีฉลองการสำเร็จการศึกษาของโรงเรียนมัธยม ผู้อำนวยการโรงเรียนได้เชิญพระ/นักบวชเพื่อทำพิธีกรรมสวดมนต์และขอพรพระเจ้าเพื่อความเป็นสิริมงคลในงานพิธีดังกล่าว นายไวสแมนได้ฟ้องว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อแนวปฏิบัติของบทบัญญัติการคุ้มครองทางศาสนา ศาลสูงสุดด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4 ตัดสินว่าการทำพิธีกรรมสวดมนต์และขอพรพระเจ้าขัดต่อบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 เนื่องจากการกระทำดังกล่าวมีระดับของการบังคับที่ยอมรับไม่ได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงคือพิธีการฉลองการสำเร็จการศึกษาถือว่ามีความสำคัญต่อนักเรียนและะอาจส่งผลให้นักเรียนลังเลที่จะเข้าร่วมพิธีกรรมดังกล่าวเพราะนักเรียนอาจมีความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างออกไป ดังนั้น ทางเลือกของนักเรียนดังกล่าวคือนั่งต่อไปหรือเดินออกจากพิธีกรรมก่อนจะเริ่มสวดขอพรจากพระเจ้า ซึ่งทางเลือกเดินออกจากพิธีกรรม นักเรียนอาจไม่กล้าเพราะเกรงว่าจะดูเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่การยงคงนั่งอยู่ต่อไปในพิธีกรรมทางศาสนาที่ตนเองไม่นับถือหรือเชื่อก็อาจเป็นการฝืนใจ อย่างไรก็ตามแต่ความเห็นเสียงข้างน้อยกล่าวว่ากรณีดังกล่าวไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาแต่ประการใด หากรัฐไม่ได้มีบทลงโทษกรณีไม่เข้าร่วมพิธีกรรมดังกล่าว 

โดยทั่วไปศาลมักจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำในลักษณะดังกล่าวและมีแนวโน้มที่จะตีความว่าเป็นการบังคับขืนใจหรือเป็นกรณีที่รัฐสนับสนุนศาสนา โดยเห็นได้จากแนวโน้มในคดี Santa Fe v Doe ในปี ค.ศ. 2000 พิจารณานโยบายของโรงเรียนท้องถิ่นในมลรัฐเท็กซัสที่อนุญาตให้นักเรียนเลือกนักเรียนเพื่อพูดสั้น ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ก่อนเริ่มการแข่งขันฟุตบอล ตามนโยบายแล้ว คำพูดที่เกี่ยวกับศาสนานั้นต้องเกี่ยวข้องกับกับงานและไม่ยึดติดกับศาสนาใดศาสนาหนึ่งหรือเป็นกลาง ศาลตัดสินว่านโยบายของโรงเรียนซานตาเฟ่ขัดต่อบทบัญญัติการนับถือศาสนา ศาลให้เหตุผลว่าคำพูดที่โรงเรียนให้การสนับสนุน ใช้สถานที่ของโรงเรียน และอาจทำให้นักเรียนสนับสนุน กระบวนการเลือกตั้งประกันว่าข้อความของศาสนาอาจสะท้อนความเห็นทางศาสนาของนักเรียนส่วนใหญ่ที่เป็นคริสเตียนหัวรุนแรง ผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยโต้แย้งว่านโยบายโรงเรียนมีความเป็นกลางและขัดต่อรัฐธรรมนูญ



วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

มีคำถามเชิงวิชาการว่าบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมญฉบับที่ 1 ของสหรัฐอเมริกาหรือบทบัญญัติคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Speech) อนุญาตให้รัฐบาลใช้คำพูดของเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของรัฐเป็นเหตุผลในการเลิกจ้างหรือไม่เลื่อนตำแหน่งได้หรือไม่ คำตอบของศาลสูงสุดคือ ใช้ได้  โดยศาลกล่าวว่าแม้ว่าจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ให้ความคุ้มครองคำพูดหรือการแสดงออกทางการเมือง แต่ก็ไม่มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะคุ้มครองหรือรับรองการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งความแตกต่างของสิทธิและสิทธิพิเศษยังคงมีอยู่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1952 ในคดี Adler v Board of Education ศาลกล่าวว่า โจทก์มีสิทธิตามรัฐในการพูดและคิด แต่ไม่มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะทำงานให้กับรัฐบาล ในปี ค.ศ. 1967 ศาลสูงสุดให้ข้อสังเกตว่าหลักการสำคัญของคดี Adler ถูกปฏิเสธและแทนที่ด้วยหลักการใหม่ว่ารัฐบาลไม่ควรสามารถทำโดยทางอ้อมกับสิ่งที่ไม่สามารถทำได้โดยตรง ศาลเห็นว่าบทบาทของการจ้างงานของรัฐบาลไม่สามารถเป็นเงื่อนไขในการยกเลิกสิทธิตามรัฐธรรมนูญ  ปัญหาของศาลกลายเป็นว่าวิธีการรักษาสมดุลผลประโยชน์ของรัฐบาลในการคงไว้ซึ่งสภาวะการทำงานที่มีประสิทธิภาพกับผลประโยชน์ของลูกจ้างรายบุคคลในการแสดงออกอย่างเสรี 

ในคดี Pickering v Board of Education ศาลได้พิจารณากรณีครูโรงเรียนสาธารณะถูกไล่ออกเนื่องจากได้เขียนจดหมายลงหนังสือพิมพ์วิจารณ์คณะกรรมการโรงเรียน ศาลพิจารณากรณีดังกล่าวแล้วเห็นว่าเนือ้หาจดหมายของลูกจ้างรัฐบาลที่เกี่ยวกับประเด็นสาธารณะไม่สามารถเป็นเหตุในการเลิกจ้างได้ เว้นแต่คำแถลงดังกล่าวมีเนื้อหาที่เป็นเท็จโดยจงใจหรือประมาทเลิ่นเล่อหรือคำแถลงเป็นเนื้อหาประเภทที่ก่อให้เกิดการรบกวนอย่างรุนแรงกับความสามารถในลูกจ้างในการทำงาน

ในคดี Mt. Healthy v Doyle เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างครูเนื่องได้โทรศัพท์กับผู้จัดรายการสถานีวิทยุเพื่อแจ้งเกี่ยวกับบันทึกที่ส่งถึงคุณครูทุกคนเกี่ยวกับระเบียบการแต่งกายของครูฉบับใหม่ แต่ครูได้ให้การว่ารัฐบาลได้ไล่ออกอีกเหตุผลหนึ่งว่าเนื่องจากได้ด่าทอนักเรียนด้วยภาษากาย (ชูนิ้วกลาง) ศาลได้มีคำสั่งให้มีการพิจารณาคดีใหม่เป็นประเด็นว่าครูถูกเลิกจ้างแม้ว่าครูคนดังกล่าวได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่แสดงออกในการโทรศัพท์ไปแสดงความเห็นในรายการวิทยุ ศาลกล่าวว่าหากมีการเลิกจ้างอยู่เดิม การเลิกจ้างดังกล่าวก็ชอบด้วยกฎหมาย

ในคดี Connick (1983) และคดี McPherson (1987) มีประเด็นเกี่ยวกับอะไรคือคำพูดที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ (public concern) ซึ่งมีความสำคัญเนื่องจากหากว่าคำพูดไม่เกี่ยวข้องกับความกังวลของสาธารณะ การปราศจากสถานการณ์ที่พิเศษอย่างยิ่งยวด การเลิกจ้างจะไม่ใช่ประเด็นของบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 สำหรับศาลสูงสุดในการพิจารณาของศาล กล่าวคือในคดี Connick คำพิพากษาเสียงส่วนใหญ่ 5 ต่อ 4 ของศาลสรุปว่าคำพูดเกี่ยวกับการดำเนินงานภายในของสำนักงานอัยการเขตไม่ใช่ผลประโยชน์ของสาธารณะ ศาลยืนยันว่า ศาลยืนยันว่าการแจกจ่ายแบบสอบถามโดยเจ้าหน้าที่ที่ถูกไล่ออกจากงานเกิดประเด็นคำถามว่าการบริหารสำนักงานอาจถูกพิจารณาว่าสมเหตุสมผลที่สร้างความเสียหายเพียงพอที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการให้เหตุผลในการไล่ออก


คดี Branti (1980) เป็นหนึ่งในคดีที่ศาลป้องกันการไล่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากงานอันเนื่องมาจากความเชื่อทางการเมืองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ นายเบรนติเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกไล่ออกจากหน่วยงานของรัฐเพียงเพราะเขาเป็นพวกรีพับริกันและหัวหน้าคนใหม่เป็นพรรคแดโมแคท ศาลให้ความเห็นว่าในบางครั้งอาจอนุญาตให้ใช้ความพึงพอใจทางการเมืองเป็นฐานในการตัดสินใจไล่คนออกจากงานได้ เช่น ประธานาธิบดีอาจตัดสินใจไล่รัฐมนตรีหรือเจ้าหน้าที่เขียนสุนทรพจน์ได้เนื่องเจ้าต้องการบุคคลที่มีความคิดทางเมืองที่สอดคล้องกัน แต่ในกรรีดังกล่าวตำแหน่งหน้าที่ของนายเบรนติไม่ใช่ตำแหน่งที่มีอำนาจในการตัดสินใจที่จะให้ใช้ความชอบทางการเมืองมาพิจารณาไล่ออกได้อย่างเหมาะสม 

สิบปีต่อมา ในคดี Rutan v Republican Party of Illinois ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของคุกในมลรัฐอิลลินอยส์ ศาลได้ตีความขยายการคุ้มครองความเชื่อทางการเมืองในการตัดสินใจจ้างงานในครั้งแรกและการตัดสินใจเกี่ยวกับการส่งเสริมและโอนย้ายตำแหน่งด้วย 

ในปี ค.ศ. 2006 คดี Garcetti v Ceballos ศาลสูงสุดพิจารณาบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ที่ฟ้องร้องโดยอัยการในเมืองลอสแอนเจอลิสซึ่งถูกย้ายออกจากตำแหน่งเพราะเขาได้เขียนบันทึกถึงหัวหน้าอัยการโดยวิจารณ์ความน่าเชื่อถือของคำแถลงการณ์ที่นำมาเป็นพยานหลักฐานในคดีที่จัดทำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศาลสูงสุดด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4 เสียง ได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของลูกจ้างที่อ้างว่าบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ไม่ได้คุ้มครองลูกจ้างของรัฐสำหรับการมีแถลงการณ์เกี่ยกวับหน้าที่ของตน ศาลอธิบายว่าข้อเท็จจริงสำคัญในคดีคือการแสดงออกของลูกจ้างของรัฐที่ทำตามหน้าที่การงานในฐานะพนักงานอัยการของรัฐที่ให้คำปรึกษากับเจ้านายในการดำเนินการกับคดีที่ค้าง ซึ่งแตกต่างจากคดี Ceballos ที่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 จากการลงโทษทางวินัย 

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อำนาจในการประกาศทำสงครามของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกากำหนดแบ่งอำนาจประกาศและทำสงครามระหว่างรัฐสภาและประธานาธิบดี การแบ่งแยกอำนาจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประกันว่าการประกาศทำสงครามต้องมีการพิจารณาละเอียดรอบคอบ มีการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจกัน โดยประธานาธิบดีซึ่งมีอำนาจบริหารในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพสหรัฐอเมริกาที่มีอำนาจตัดสินใจในการทำสงคราม ซึ่งถูกถ่วงดุลอำนาจรัฐสภาที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการประกาศสงครามและอนุมัติงบประมาณในการทำสงคราม  แต่ก็มีความไม่ชัดเจนของขอบเขตอำนาจทั้งสอง กล่าวคือรัฐสภาอาจมีอำนาจจำกัดหรือถ่วงดุลประธานาธิบดีในการประกาศสงคราม แต่หากไม่มีความชัดเจนในท่าทีของรัฐสภา ประธานาธิบดีก็อาจมีอิสระในการตัดสินใจเรื่องนี้ แม้ว่าในรัฐธรรมนูญจะให้อำนาจแก่รัฐสภา แต่ในทางปฏิบัติแล้วอำนาจของประธานาธิบดีมีความสำคัญทั้งนี้เนื่องจากความจำเป็นสมัยใหม่ในการตอบโต้อย่างรวดเร็วต่อภัยจากต่างประเทศและลักษณะกระบวนการตัดสินใจของรัฐสภาเองที่ค่อนข้างล่าช้าเนื่องจากเป็นองค์กรกลุ่ม 

ศาลสูงสุดไม่ค่อยได้พิจารณาคดีเกี่ยวกับอำนาจประกาศสงครามมากนัก แต่ก็มีประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจหลายประเด็น เช่น ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการกระทำทางตำรวจในเกาหลี  หรือสงครามที่ไม่ได้มีการประกาศในเวียดนาม ซึ่งศาลสูงสุดไม่ได้มีโอกาสพิจารณาตัดสินคดี แม้ว่าจะมีโอกาสสามครั้งในช่วงสงครามเวียดนาม ในระหว่างสงครามกลางเมือง ศาลประกาศสองความเห็นที่สำคัญในการตีความอำนาจการประกาศสงคราม กล่าวคือใน คดี Prize Cases (1863) ศาลสูงสุดด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4 เสียงรับรองคำสั่งของประธานาธิบดีลินคอล์นในการสั่งยึดท่าเรือทางตอนใต้ แม้ว่าคำสั่งดังกล่าวได้ออกก่อนมีการประกาศสงครามกับกลุ่มกบฏที่ออกโดยรัฐสภา ศาลพิจารณาว่าการกระทำของประธานาธิบดีลินคอล์นที่ได้รับอำนาจจากกฎหมายในปี 1795 ที่อนุญาตประธานาธิบดีให้สามารถเรียกกองทัพมาปราบปรามพวกกบฏได้ เสียงข้างน้อยที่มีความเห็นแย้งอ้างว่าการกระทำของประธานาธิบดีไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเพราะการห้ามดังกล่าวมีความแตกต่างค่อนข้างมากจากการกระทำที่สั่งการต่อผู้ที่เข้าร่วมในการต่อต้าน สามปีต่อมา ในคดี Ex Parte Milligan ศาลตีความว่าคำสั่งของประธานาธิบดีลินคอล์นได้อนุญาตให้พิจารณาดำเนินคดีต่อทนายความแลมบดิน มิลลิแกนโดยคณะกรรมการทหาร ศาลวินิจฉัยว่าพลเรือนต้องถูกดำเนินคดีในศาลพลเรือนแม้จะอยู่ในช่วงสงคราม ตราบเท่าที่มีศาลพลเรือนเปิดทำการอยู่ ศาลพบว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการประกาศกฎอัยการศึกในมลรัฐอินเดียน่า แม้ว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการออกคำสั่งให้มีการดำเนินคดีนายมิลลิแกนในศาลทหารเนื่องจากไม่มีการกระทำของรัฐสภารับรองไว้ อำนาจในการใช้คณะกรรมการทหารต้องได้รับอำนาจจากรัฐสภาในช่วงสงครามเท่านั้น

ในปี ค.ศ. 1942 ในคดี Ex Parte Quirin ศาลสูงสุดพิจารณาประเด็นความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งประธานาธิบดีรูสเวลท์ที่อนุญาตคณะตุลาการศาลทหารให้ดำเนินคดีอาญากับทหารนาซีเยอร์มันที่แอบเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อก่อการร้าย ทหารนาซีทั้งแปดคนถูกจับกุมและสารภาพว่าจะวางแผนระเบิดโรงงานอาวุธและค่ายทหารของสหรัฐอเมริกา ศาลสูงสุดด้วยคะแนน 8 ต่อ 0 พิพากษายืนความชอบด้วยกฎหมายในการจับกุมทหารนาซีในชั้นกรรมการทหารโดยไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 และฉบับที่ 6 ศาลเห็นว่าอำนาจในการพิจารณาดำเนินคดีโดยคณะตุลาการศาลทหารที่มีกฎหมายรับรองอำนาจไว้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นว่าคำสั่งประธานาธิบดีชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ในการขาดการกระทำทางรัฐสภา

ในปี ค.ศ. 2006 ศาลสูงสุดตัดสินในคดี Hamdan v Rumsfield ประธานาธิบดีบุชใช้อำนาจเกินขอบเขตรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่มีคำสั่งกักขังผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์ 9-11 ในกัวตานาโม ประเทศคิวบา ก่อนขึ้นศาลทหาร ศาลสูงสุดด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 3 เสียงปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของรัฐบาลว่าประธานาธิบดีมีอำนาจ ในตัวเองในการออกคำสั่งให้พิจารณาคดีหรือการดำเนินคดีได้รับอนุญาตโดยรัฐสภาที่ให้อำนาจในการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้กองกำลังทหารในการจัดการกับการโจมตีของผู้ก่อการร้ายในปี ค.ศ. 2001 ในคำพิพากษาการดำเนินคดีต้องปฏิบัติตามประมวลว่าด้วยความยุติธรรมทางทหารและอนุสัญญากรุงเจนีวา แต่ความเห็นแย้งอ้างว่ารัฐสภาได้ยกเลิกเขตอำนาจเหนือคดีตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงยกฟ้อง

อำนาจประกาศสงครามของรัฐสภา
ในคดี Hamilton v Kentucky Distilleries (1919) ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญของกฎหมายรัฐบาลกลางที่ออกภายใต้อำนาจประกาศทำสงครามของรัฐสภาสหรัฐอเมริกา กฎหมายดังกล่าวห้ามจำหน่ายสุราหมัก รัฐสภากล่าวว่ากฎหมายดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อวัตถุประสงค์ในการปกป้องรักษากำลังพลของประเทศและเพื่อประสิทธิผลในการผลิตอาวุธ กระสุน เรือ อาหาร และเสื้อผ้าสำหรับกองกำลังทหาร ศาลระบุว่าข้อจำกัดภายใต้ขอบอำนาจของรัฐสภาและกฎหมายดังกล่าวไม่ได้พิจารณาค่าชดเชยที่เป็นธรรม แม้ว่าหลังจากการยุติสงคราม ข้อจำกัดดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับอีก แต่ศาลก็ลังเลที่จะสรุปว่าอำนาจประกาศทำสงครามไม่มีอีกต่อไปตราบเท่าที่กองกำลังยังคงอยู่และมาตรการต่าง ๆยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ด้วย


ในปี ค.ศ. 2006 ศาลสูงสุดได้พิจารณาคำถามเกี่ยวกับกระบวนการกักขังผู้ต้องสงสัยในกัวตานาโมในคดี  Hamdan vs Rumsfield ซึ่งนายฮามแดนยอมรับว่ารัฐบาลมีอำนาจในการใช้ศาลทหารในการพิจารณาคดี แต่โต้แย้งว่ากระบวนการของตุลาการศาลทหารไม่มีอำนาจตามกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ศาลสูงสุดวินิจฉัยว่าการดำเนินคดีโดยคณะตุลาการศาลทหารได้รับอำนาจจากรัฐสภาในกรณี (๑) ความผิดที่เกิดขอบเขตของสงคราม (๒) ระหว่างช่วงเวลาสงคราม  และ (๓) เป็นการกระทำความผิดในรูปแบบไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในที่สุดศาลสูงสุดตัดสินว่าการกระทำของนายฮามแดนไม่เข้าเงื่อนไขทั้งสามประการข้างต้น


เศรษฐกิจฐานดิจิทัลของสหราชอาณาจักร

การสื่อสารระบบดิจิทัลเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมและการทำงานในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ เพลง และโทรทัศน์ที่สามารถให้บริการตามที่ผู้บริโภคจะใช้งานและสามารถโอนย้าย คัดลอก หรือเปลี่ยนแปลงได้ง่ายภายในพริบตา ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือบริการบรอดแบนด์ที่แพร่หลายสามารถเข้าถึงได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ในสหราชอาณาจักร อินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้กว่าร้อยละ 95 ของครัวเรือนทั้งหมด ประกอบกับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่ให้บริการได้ครอบคลุมทั่วถึง

รายงานดิจิทัลบริเทน (Digital Britain) เป็นเอกสารนโยบายที่จัดพิมพ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 ที่ระบุวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรเพื่อประกันว่าโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่สามารถทำให้สหราชอาณาจักรสามารถแข่งขันในระดับโลกได้ในยุคเทคโนโลยีดิจิทัลและประกันว่าบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือบรอดแบนด์ความเร็วขั้นต่ำ 2 MBps สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึงแก่ทุกคนภายในปี 2012

วัตถุประสงค์หลักเชิงยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลมี 5 ประการประกอบด้วย
 - พัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสื่อสารทั้งทางสายและไร้สายให้ทันสมัยเพื่อรักษาตำแหน่งของสหราชอาณาจักรให้เป็นประเทศชั้นนำทางด้านเศรษฐกิจฐานดิจิทัล
- สร้างบรรยากาศเพื่อส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรมในเนื้อหาดิจิทัล การใช้งาน และบริการ
- ส่งเสริมเนื้อหาของบริการสาธารณะที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสาร
- พัฒนาทักษะดิจิทัลของประเทศในทุกระดับ
- ส่งเสริมให้มีการเข้าถึงบริการบรอดแบนด์อย่างทั่วถึง ด้วยการเพิ่มการให้บริการและการใช้งานบริการบรอดแบนด์ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น รวมทั้งให้บริการสาธารณะมากขึ้น

ประเด็นสำคัญของรายงาน
- ลดช่องว่างทางดิจิทัลทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้หากต้องการใช้งาน 
- เจตนารมณ์เพื่อเพิ่มความเร็วของบริการบรอดแบนด์เป็น 50 MBps ในเขตเมืองและ 4-5 MBps ในเขตชนบท
- หน่วยงานกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (OFCOM) ได้รับหน้าที่เพิ่มเติมในการส่งเสริมการลงทุนและโครงข่ายบรอดแบนด์ยุคใหม่และจัดทำรายงานปัญหาอุปสรรคในการขยายโครงข่ายและบริการเสนอต่อรัฐบาล และมีอำนาจในการดำเนินการทางแพ่งและปกครองกับการกระทำความผิดแบ่งปันไฟล์โดยมิชอบ รวมทั้งการสั่งปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกับผู้กระทำผิดซ้ำซาก
-  การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่จ่ายแก่ BBC กรณีจ่ายหลายปี ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป และการส่งเสริมรายการทีวีสำหรับเด็กและข่าวภูมิภาค
-  ITV ต้องยังคงมีภาระให้บริการข่าวสารภูมิภาคต่อไป
- การรวมกลุ่มจัดทำข่าวสารทางเงินที่เป็นอิสระจะทดแทนข่าวภูมิภาคของ ITV โดยการรวมกลุ่มจะสามารถผลิตข่าวที่มีประสิทธิภาพเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนขึ้น 
- ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในทุกระดับของการศึกษาเพื่อพัฒนากลุ่มทักษะ
- การยกเลิกกฎเกณฑ์ข้อจำกัดความเป็นเจ้าของสื่อและการครองสิทธิข้ามสื่อ  


ความเห็นเชิงปรึกษาของตุลาการ (Adviory Opinion)

โดยทั่วไปนั้น ความเห็นของศาลยุติธรรมที่เกิดจากประเด็นการปรึกษาหารือซึ่งเป็นความเห็นที่ไม่ได้มีผลในการพิจารณาพิพากษาคดี แต่เป็นการให้คำปรึกษาในเรื่องกฎหมายหรือการตีความกฎหมายเท่านั้นมักจะถือว่าไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยบางประเทศมีขั้นตอนกระบวนการที่ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติอาจขอให้ศาลให้คำปรึกษาประเด็นกฎหมาย ในบางประเทศศาลถูกห้าในการให้คำปรึกษหรือให้ความเห็นใด ๆ ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาพิจารณาว่าเงื่อนไขสำหรับคดีหรือข้อพิพาทที่ศาลจะมีอำนาจพิจารณาปรากฎในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐอมเริกาที่ห้ามศาลสหพันธรัฐในการให้คำปรึกษาหารือ ดังนั้น ก่อนที่ศาลจะรับฟังคดี ศาลจะต้องพิจารณาว่าคู่กรณีมีผลประโยชน์ที่จับต้องได้เป้นประเด็นของคดี และต้องมีความพร้อมในการจะตัดสินโดยทางศาลในเวลาที่ศาลจะตัดสินคดี ในอดีตประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันเคยมีหนังสือขอความเห้นทางกฎหมายจากสษลสูงสุด ซึ่งประธานศาลสูงสุดในขณะนั้นจอห์น เจย์ตอบกลับว่าอาจละเมิดการแบ่งแยกอำนาจของศาลสูงสุด ศาลที่ให้ความเห็นหรือคำปรึกษาหรือเห็นว่าประธานาธิบดีสามารถเชื่อคำปรึกษาหารือของหน่วยงานภายในฝ่ายบริหารตามมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญที่อนุญาตให้ประธานาธิบดีมีอำนาจให้เจ้าหน้าที่สูงสุดของหน่วยงานฝ่ายบริหารให้ความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรในหัวข้อที่อยูในอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าว เช่น การสอยถามประเด็นข้อกฎหมายกับสำนักงานอัยการสูงสุด ในศตวรรษที่ผ่านมาศาลได้ยกฟ้องคดีต่าง ๆ เพราะไม่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นจริงระหว่างคู่กรณี ดังนั้น ความเห็นดังกล่าวจึงถือเป็นเพียงคำปรึกษาหารือ

ศาลของหลายมลรัฐถูกห้ามในการให้คำปรึกษาหารือ แม้วา่จะมีข้อยกเว้นจากข้อจำกัดดังกล่าว ในบางมลรัฐ เช่น มลรัฐโรดไอแลนด์อนุญาตให้ผู้ว่าการรัฐขอให้ศาลสูงสุดของมลรัฐตีความประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของรัฐธรรมนูญ บางมลรัฐกำหนดให้ศาลสูงสุดให้คำปรึกษาหารือในบางเรื่องบางประเด็น เช่น การยื่นของแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของมลรัฐว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา แปดมลรัฐมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอนุญาตหรือกำหนดให้ศาลสูงสุดมลรัฐในการให้คำปรึกษากับผู้ว่าการรัฐหรือรัฐสภาของมลรัฐได้ เช่น โคโลราโด้ ฟอริด้า เมนน์ แมสซาซูเส็จ มิชิแกน นิวแฮมเชียร์ โรดไอแลนด์ และดาโกต้าใต้ สำหรับมลรัฐอาลาบาม้าและดาลาแวร์กำหนดให้ศาลสูงสุดของมลรัฐมีอำนาจให้คำปรึกษาได้ตามกฎหมายทั่วไป

ทั้งนี้ คำปรึกษาดังกล่าวต้องไม่สับสนกับประเด็นคำถามที่ยื่นถามโดยศาลหนึ่งไปยังอีกศาลหนึ่ง ซึ่งอนุญาตให้ศาลสหพันธรัฐที่มีประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงแล้วและคำพิพากาาของศาลสหพันธรัฐอาจมีผลต่อกฎหมายของมลรัฐทั้งหมดหรือบางส่วน เช่นในคดี Erie หรือคดีล้มละลาย บ่อยครั้งศาลสูงสุดของมลรัฐได้ตอบคำถามในประเด็นกฎหมายของมลรัฐ ซึ่งศาลสหพันธรัฐจะนำไปใช้ในการพิจารณาคดีของตนเอง เช่น คดี Pullman abstention เพราะศาลมลรัฐในสภาวการณ์ดังกล่าวได้ให้ความเห็นที่มีผลกระทบต่อคดีที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น จะไม่ถือว่าเป็นกรณีการให้คำปรึกษาหารือ

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice)
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศทีอำนาจในการให้ความเห็นตามหมวด 4 (Chapter IV) ของกฎหมายซึ่งเป็นภาคผนวกของปฏิญาณสหประชาชาติ (United Nations Charter) เมื่อได้รับการร้องขอจากหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ ความเห็นดังกล่าวไม่มีผลผูกพัน แต่ศาสตราจารย์ Pieter H.F. Bekker โต้แย้งว่าการไม่มีผลผูกพันไม่ได้หมายความว่าคำปรึกษาหารือดังกล่าวจะไม่มีผลใด ๆ ทางกฎหมาย เพราะการให้เหตุผลทางกฎหมายที่อยู่ในคำปรึกษาหารือ ดังกล่าวสะท้อนมุมมองของศาลที่มีอำนาจในประเด็นกฎหมายระหว่างประเทศ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวที่กำหนดให้คำพิพากษาของศาลมีผลผูกพันในคดีอื่น ๆ ด้วย ที่สำคัญ คำปรึกษาหารือดังกล่าวมาจากกฎหมายและมีอำนาจในการให้คำปรึกษา ประกอบกับประกาศโดยหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ
แต่คำปรึกษาหารือมักจะมีประเด็นโต้แย้งกันบ่อยครั้ง เพราะประเด็นคำถามมีกจะเป็นประเด็นที่ท้าทายและวิพากษ์วิจารณ์กันมาก หรือเพราะข้อพิพาทถูกจัดการในลักษณะนำคดีมาสู่ศาลทางอ้อม คดีและคำปรึกษาหารือที่นำมาสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้บตั้งแต่ตั้งในปี ค.ศ. 1946 มีจำนวน 161 คดี อำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีจำกัด มีเพียงประเทศสมาชิกที่จะฟ้องร้องต่ออีกประเทศสมาชิกได้และต้องได้รับความยินยอมจากประเทศสมาชิกที่ถูกฟ้องร้องดัวย อย่างไรก็ตามหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ เช่น ที่ประชุมใหญ่ทั่วไปขององค์การสหประชาชาติ (UN General Assembly) มีอำนาจในการยื่นประเด็นคำถามเพื่อขอปรึกษาหารือได้ แม้ว่าความเห็นในการให้คำปรึกษาหารือจะไม่มีผลผูกพันตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม ความเห็นดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเป็นการตีความว่าอะไรคือกฎหมายระหว่างประเทศ

ศาลสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของอเมริกา (Inter-American Court of Human Rights)
ศาลสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของอเมริกาสามารถให้คำปรึกษาที่ยื่นโดยหน่วยงานและประเทศสมาชิกขององค์การประเทศอเมริกา (Organization of American States) ที่เกี่ยวกับการตีความอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนแห่งอเมริกา (American Convention of Human Rights) หรือกฎหมายอื่น ๆ เกี่ยกวับสิทธิมนุษยชนในอเมริกา รวมทั้งมีอำนาจในการให้คำปรึกษาหารือในประเด็นว่ากฎหมายภายในประเทศและร่างกฎหมายสอดคล้องกับบทบัญญัติของอนุสัญญาหรือไม่


วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การคุ้มครองสิทธิภายในบ้านภายใต้รัฐธรรมนูญ


ในบทความนี้ ขอนำเสนอแนวคำพิพากษาของศาลสูงสุดของสำหรับอเมริกาเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายในบ้านที่อยู่อาศัย ขอเริ่มในคดี Poe v. Ullman (1961) ศาลสูงสุดได้วินิจฉัยว่ากฎหมายของมลรัฐคอนเน็ตติกัตที่ห้ามการใช้อุปกรณ์ควบกำเนิดนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยการที่เจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิส่วนตัวภายในบ้านของจำเลย ต่อมาในคดี  Griswold v Connecticut ศาลก็ยืนยันแนวคำพิพากษาเช่นเดิม ซึ่งคำว่าบ้านปรากฏสองครั้งในบทบัญญัติสิทธิพลเมือง คำว่า "บ้าน" ปรากฏในบทบัญญัติประกาศสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่าผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้คุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวในบ้าน บทบัญญัติแก้ไขฉบับที่ 3 ห้ามทหารเข้าไปตรวจค้นภายในบ้านของประชาชนโดยปราศความยินยอมของเจ้าของบ้านในช่วงสงบสุข บทบัญญัติดังกล่าวเป็นปฏิกิริยาที่ต่อต้านกฎหมายตรวจค้นของอังกฤษที่ใช้บังคับในช่วงก่อนปฏิวัติอเมริกา

ไม่น่าแปลกใจที่บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 มีข้อพิพาทเกิดขึ้นน้อย ศาลอุทธรณ์เขตสองวางหลักการพื้นฐานในคดี Engblom v Carey (1982) ว่าสิทธิที่ถูกสร้างขึ้นใช้บังคับกับมลรัฐได้โดยผ่านบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 และมีแนวโน้มที่จะขัดกับคำพิพากษาของมลรัฐนิวยอร์กในการบรรจุทหารในการทำหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์ประจำตามบ้านในระหว่างที่มีการประท้วงหยุดงานของพัศดี ในขณะที่ผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยมีความเห็นว่าบ้านที่รัฐเป็นเจ้าของที่เกี่ยวกับคดีนี้ไม่ถือเป็นบ้านตามความหมายของรัฐธรรมนูญ   
   

บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 ได้ระบุถึง "บ้าน" (house) ไว้ในลักษณะเป็นสถานที่ซึ่งบุคคลมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการตรวจค้นและยึดโดยไม่สมเหตุสมผล ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาตีความการคุ้มครองบ้านครอบคลุมถึงการตรวจค้นทั้งในบ้านและบริเวณใกล้บ้านด้วย ในคดีที่สำคัญคือคดี  Kyllo v United States ในปี ค.ศ. 2001 ที่ศาลพิจารณาว่าการถ่ายภาพบ้านด้วยอุปกรณ์วัดคลื่นความร้อนเพื่อใช้เป็นหลักฐานว่ามีการปลูกกัญชาขัดต่อบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ หรือไม่ ศาลการใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพแบบวัดคลื่นความร้อนถือเป็นการตรวจค้นที่ขัดต่อความคาดหวังเรื่องความเป็นส่วนตัวที่สมเหตุสมผลของเจ้าของบ้าน เมื่อการกระทำดังกล่าวทำให้เกิดข้อมูลเกี่ยวกับบ้าน รายละเอียดทั้งหลายถือเป็นรายละเอียดส่วนตัวเพราะพื้นที่ทั้งหมดถือว่ามีความปลอดภัยจากสายตาของรัฐบาล

ประเด็นที่น่าสนใจคือคดีที่ศาลพิจารณาข้อโต้แย้งว่ากิจกรรมที่อาจถูกลงโทษทางอาญาเมื่อกระทำนอกบ้าน หากกิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นภายในบ้านย่อมรับความคุ้มครอง  ตัวอย่างเช่น ในคดี Stanley v Georgia (1969) ศาลสูงสุดมีความเห็นเอกฉันท์ว่าการครอบครองวัตถุหรือสิ่งลามกอนาจารภายในบ้านย่อมได้รับความคุ้มครอง แม้ว่ามลรัฐจะมีอิสระในการลงโทษการขายหรือจัดจำหน่ายวัตถุหรือสิ่งลามากดังกล่าว แต่ผู้พิพากษาบางคนแย้งว่าสแตนลีนย์เป็นคดีบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 หรือฉบับที่ 4 แต่ยังคงมีความชัดเจนว่าการปรากฏบ้านในภาพยนตร์ลามกถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญ ในคดี Ravin v State (1975) ศาลสูงสุดมลรัฐอลาสก้าใช้เหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวของคดีสแตนลีนย์เป็นขั้นตอนที่ว่าการครอบครองกัญชาสำหรับบริโภคเองเป็นการส่วนตัวได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญของมลรัฐอลาก้า

ล่าสุดในคดี Frisby v Shultz แสดงให้เห็นว่าที่พิจารณากฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับบ้าน ศาลศูงสุดได้ให้เหตุผลในการจำกัดสิทธิตามรัฐธรรมนูญไว้ กล่าวคือในคดีนี้ ศาลสูงสุดตัดสินยืนยันกฎหมายที่ห้ามมิให้มีการประท้วงในเขตพื้นที่ชุมชนอยู่อาศัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกด้วยการประท้วงในสถานที่สาธารณะต้องไม่กระทบกระเทือนผลประโยชน์ของการคุ้มครองสิทธิส่วนตัวของเจ้าของบ้าน


วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การต่อสู้เพื่อสิทธิลงคะแนนเสียงของสตรี




จุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อสิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้งของผู้หญิงเกิดขึ้นจากปฏิญาณ "Declaration of Sentiments" ที่จัดทำในการประชุมใหญ่เรื่องสิทธิผู้หญิงครั้งแรกในเมืองซีราคิวส์ ปี ค.ศ. 1852  ซูซาน แอนโทนีได้ต่อสู้และโต้แย้งว่าผู้หญิงควรมีสิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้ง  ในระหว่างการยกร่างบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการขยายสิทธิลงคะแนนเสียงของทาสที่ได้รับการปลดปล่อยเป็นเสรี กลุ่มดังกล่าวพยายามผลักดันอย่างมากให้ขยายครอบคลุมถึงกลุ่มสตรีด้วย แต่ยังคงไม่ประสบความสำเร็จ

ในปี ค.ศ. 1872 ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งฟ้องร้องต่อศาลหลายคดีในประเด็นว่าการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นสิทธิพิเศษ (Privilege) ของประชาชนสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นของผู้หญิงด้วยตามบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับที่ 14 นอกจากนี้ ยังมีการฟ้องร้องคดีอาญากับนางซูซาน แอนโทนีที่ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1872 ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ในคดีแรกศาลสูงสุดวางหลักการไว้ในคดี Minor vs Happersett (1875) ซึ่งศาลตัดสินด้วยมติเอกฉันท์ว่าบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิพิเศษและการคุ้มกัน และบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองที่เท่าเทียมกันของบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 ไม่ได้ขยายครอบคลุมถึงสิทธิลงคะแนนเสียงของผู้หญิง กลุ่มสนับสนุนจึงได้หันไปรณรงค์กับมลรัฐและรัฐสภาให้ออกกฎหมายรับรอง 

ต่อมาในปี ค.ศ. 1878 ได้มีการยื่นเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ขยายสิทธิลงคะแนนเสียงของผู้หญิง ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็มีความพยายามยื่นข้อเสนอในลักษณะดังกล่าวแทบทุกปีเป็นระยะเวลา 41 ปี 

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1890 อาณาเขตไวโอมิ่งในขณะนั้นอนุญาตให้ผู้หญิงมีสิทธิลงคะแนนในการเลือกตั้ง ต่อมาเมื่อไวโอมิ่งได้รับอนุญาตให้เป็นมลรัฐของสหรัฐอเมริกา จึงกลายเป็นมลรัฐแรกที่อนุญาตให้ผู้หญิงมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ก่อนปี ค.ศ. 1900 มลรัฐยูท่าห์ โคโลราโด และไอดาโฮ ก็ออกกฎหมายอนุญาตให้ผู้หญิงมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งเช่นเดียวกับมลรัฐไวโอมิ่ง ในปี ค.ศ. 1912 พรรคก้าวหน้าของธีโอโด รูสเวลส์กลายเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่มีนโยบายสนับสนุนให้ผู้หญิงมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1919 การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ผู้หญิงมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งจำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียงสองในสาม และต้องได้รับการให้สัตยาบันจากมลรัฐต่าง ๆ ด้วย ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1920 มลรัฐทางตอนใต้ของประเทศคัดค้านการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว โดยได้มีการประชุมที่มลรัฐเทนเนสซี่ เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปการให้สัตยาบัน ซึ่งในที่สุดมลรัฐทางใต้ได้ลงมติให้ความเห็นชอบให้สัตยาบันด้วยคะแนนเสียงแบบฉิวเฉียด